"นายกหนู"จัดให้ครม.รับทราบข้อเสนอและสรุปผลการหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ
- 3 วันที่ผ่านมา
- ยาว 3 นาที

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม2569 คณะรัฐมนตรี ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติรับทราบข้อเสนอและสรุปผลการหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ขอส่งข้อเสนอและสรุปผลการหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่จัดขึ้นโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล
การประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนภายใต้หัวข้อ “ผู้ประกอบพูดรัฐบาลฟัง” (The Listening Forum Voice to the PM) เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชนภายใต้บรรยากาศของความไว้วางใจ โดยมีนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมรับฟังข้อเสนอแนะและประสบการณ์ตรงจากผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย กลุ่มสถาบันหลัก (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร.) กลุ่มการเงิน กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มยานยนต์ กลุ่มพลังงาน กลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มสุขภาพ กลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเทคโนโลยี โดยมีรายละเอียดข้อเสนอแนะสรุปได้ ดังนี้
1. การเปลี่ยนวิกฤตที่เกิดขึ้นให้เป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย
1.1 การใช้โอกาสจากความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทยดึงดูดการค้าการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทยและพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค (Regional Headquarter) ศูนย์วิจัยและพัฒนา และศูนย์กลางด้านต่าง ๆ ควบรวมบริษัทขนาดเล็กให้เป็นขนาดใหญ่เพื่อจะได้สามารถใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ยกระดับความสามารถในการแข่งขันและป้องกันตัวเองจากการแข่งขันของทุนต่างประเทศ รณรงค์การซื้อและใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์
1.2 การใช้ความได้เปรียบด้านภูมิประเทศที่สามารถเชื่อมโยงได้ทั้งประเทศจีน อินเดีย และอาเซียนขยายผลไปสู่การพัฒนาเป็นศูนย์กลางภูมิภาคทางเศรษฐกิจด้านการค้าและการเงิน และศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ ควรรวมพลังของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและสร้างอำนาจการต่อรองกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และเร่งบูรณาการการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าเพื่อให้การเจรจามีเอกภาพและดำเนินการได้รวดเร็วมากขึ้น
2. การเร่งขับเคลื่อนประเทศไทยในแนวทางหลัก 4 ด้าน
2.1 การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่และพลังงานสะอาด
1) การยกระดับทั้งโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบโลจิสติกส์โดยเฉพาะการเร่งรัดดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์การวิจัยและนวัตกรรม และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตของผู้ประกอบการไทยทุกระดับโดยเฉพาะที่ดิน แหล่งน้ำ และพลังงาน
2) การลงทุนพลังงานสะอาดทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และชีวมวล นอกจากจะเป็นการพึ่งพาตนเองจากวิกฤตน้ำมันจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางแล้วยังเป็นการลดต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อในอนาคต โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น การลงทุนในโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าให้ทันสมัย การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (แบตเตอรี่) การเปิดเสรีกิจการพลังงานไฟฟ้าและการเร่งรัดการประกาศใช้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยเพื่อสร้างความชัดเจนทางพลังงานและการลงทุนในอนาคต
3) การลงทุนทรัพยากรน้ำเป็นการลงทุนที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการเนื่องจากทรัพยากรน้ำเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อภาคการเกษตรซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าตลอดทั้งปี สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนการต่อยอดไปสู่ฐานการผลิตอาหารที่ประเทศไทยมีศักยภาพ
2.2 การยกระดับทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี
1) การพัฒนาทุนมนุษย์ควรให้ความสำคัญตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับอาชีวะที่มีจำนวนนักเรียนกว่า 9 ล้านคนโดยพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์พัฒนาทักษะการเรียนรู้และการใช้งาน ตลอดจนส่งเสริมการใช้ศักยภาพของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีจำนวนประมาณ 2 ล้านคนในการสร้างสตาร์ทอัพเพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึงกำหนดมาตรการการจูงใจเพื่อดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากต่างประเทศที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีมายกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการของประเทศไทย นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการเสริมทักษะเดิมและเพิ่มทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและนวัตกรรมการทำงานในทุกภาคการผลิต และกระตุ้นการปรับตัวและยกระดับความสามารถของบุคลากรไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
2) การพัฒนาเทคโนโลยีควรให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนาทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และผลักดันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการให้บริการภาครัฐ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ควรดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาและการพัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ นอกจากนี้ การดึงดูดการลงทุนกิจการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ควรกำหนดมาตรการเงื่อนไขการลงทุนเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศ เช่น การกำหนดให้มีการตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาภายในประเทศไทย การกำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีให้เกิดการทำงานเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยในประเทศและจ้างบุคลากรไทย รวมทั้งการกำหนดมาตรการจูงใจในการจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเข้ามาทำงานในประเทศโดยภาครัฐพิจารณาช่วยเหลือสนับสนุนเงินเดือนบางส่วน
2.3 การสร้างและพัฒนาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ (New Grow Growth Engine) โดยเฉพาะสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพและจุดแข็งซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน (Reinvent Thailand) พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนเสนอประเด็นการพัฒนาในเศรษฐกิจรายสาขาที่มีความสำคัญ สรุปได้ ดังนี้
1) บริการและอุตสาหกรรมการแพทย์ (Medical Service and Equipment) และบริการเพื่อสุขภาพ (Wellness) โดยสนับสนุนให้โรงพยาบาลขนาดใหญ่ในหัวเมืองและภูมิภาคใช้ยาและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ผลิตในประเทศซึ่งสามารถเร่งรัดการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวด้วยการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศและกำหนดพื้นที่นำร่องการเป็นศูนย์กลางบริการเพื่อสุขภาพของประเทศไทยเพื่อเป็นต้นแบบของการบูรณาการงานในมิติต่าง ๆ ของบริการเพื่อสุขภาพเข้าด้วยกันรวมทั้งใช้โอกาสจากการจัดงานประชุมสุดยอดด้านเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลก Global Wellness Summit 2026 ของสถาบัน Global Wellness institute (GWI) ที่จังหวัดภูเก็ตเป็นเจ้าภาพจัดงานในช่วงปลายปีนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการสนับสนุนอุตสาหกรรมบริการเพื่อสุขภาพภายในประเทศ
2) อุตสาหกรรมยานยนต์ จากสถานการณ์การผลิตและการส่งออกยานยนต์ของประเทศในช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐควรมีมาตรการคุ้มครองและปกป้องจากการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศผ่านมาตรการการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) ให้มากขึ้น การกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศจากมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่โดยครอบคลุมรถบรรทุกและรถกึ่งบรรทุก และการปรับอัตราชดเชยภาษีอากรส่งออกกลับไปอยู่ร้อยละ 1.18 เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตชิ้นส่วนและรักษาสภาพคล่องในการส่งออก
3) ภาคเกษตร ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปภาคเกษตรโดยเน้นการเพิ่มผลิตภาพการผลิตทั้งการใช้เทคโนโลยีและการยกระดับการผลิตสู่เกษตรสมัยใหม่และเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตรในท้องถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างงานในภูมิภาค ตลอดจนการเร่งแก้ไขปัญหาครัวเรือนเกษตรที่มีปัญหาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำและระบบชลประทานอย่างจริงจังเพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี
4) การท่องเที่ยวและบริการ ผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลต่อการท่องเที่ยว ดังนั้น ภาครัฐควรพิจารณามาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น การสนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบินในบางเส้นทางและมาตรการร่วมจ่าย การชะลอการเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน การทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าให้พิจารณาประเทศที่มีศักยภาพ การกำหนดเงื่อนไขการพำนักที่เหมาะสม การพัฒนาแพลตฟอร์มการจองห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยวไทยกับโรงแรมไทย การควบคุมตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ต่างชาติ (OTA) ให้จ่ายภาษีและกำหนดค่าคอมมิชชั่นที่เป็นธรรม การแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว การปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยให้ทันสมัย การดึงต่างชาติร่วมลงทุนใน Man-Made Destination และการควบคุมการใช้กัญชาในที่สาธารณะเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของการท่องเที่ยว
5) การพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) ภายใต้นิยามของ SMEs ที่มีความหลากหลายตามขนาดของผู้ประกอบการซึ่งมีตั้งแต่รายย่อย (Micro) ขนาดเล็ก (Small) และขนาดกลาง (Medium) ดังนั้นมาตรการช่วยเหลือควรคำนึงถึงศักยภาพแต่ละขนาดเพื่อให้รายย่อยและขนาดเล็กสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้โดยมีมาตรการที่สำคัญ เช่น การส่งเสริมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ การดำเนินโครงการพี่ช่วยน้องและการบ่มเพาะผู้ประกอบการใหม่ และการได้รับการแข่งขันที่เป็นธรรม (Free and Fair Trade) รวมทั้งการเชื่อมโยง SMEs เข้ากับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมใหม่
2.4 การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคเชิงโครงสร้างของภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ
1) การปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนอนุมัติที่ยุ่งยากและซ้ำซ้อนเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจและการยกระดับระบบราชการให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส ให้เป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้น และลดปัญหาคอร์รัปชั่น
2) การสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุน ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ความต่อเนื่องทางนโยบาย การเร่งผลักดันโครงการลงทุนที่ค้างอยู่ให้เกิดขึ้นจริง และการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนทั้งระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา และพลังงาน รวมทั้งการบริหารจัดการที่ดินและใบอนุญาตต่าง ๆ ที่ใช้เวลานาน
3) การศึกษามาตรการส่งเสริมด้านภาษี ภาครัฐควรช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ Global Minimum Tax ภายใต้กรอบของ OECD เพื่อดึงดูดการลงทุนซึ่งปัจจุบันมีหลายประเทศที่ออกมาตรการช่วยเหลือที่สามารถทำได้โดยไม่ขัดกับมาตรฐานของ OECD
4) การออกมาตรการป้องกันสินค้าต่างประเทศที่ไม่ได้คุณภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ ภาครัฐควรมีมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ (Safeguard Measure) จากการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปที่ไม่มีคุณภาพและราคาถูก ขณะที่มาตรการดึงดูดการลงทุนควรให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ R&D ที่สามารถต่อยอดและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ประเทศไทยเพื่อเพิ่มมูลค่าและการพัฒนาในระยะยาว
3. สรุปผลการหารือ
รัฐบาลจะนำข้อเสนอทั้งหมดไปพิจารณาอย่างจริงจังและผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จากการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและมีการติดตามความก้าวหน้าและประเมินผลความสำเร็จอย่างสม่ำเสมอต่อไป


อนึ่ง เมื่อวันที 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดเวทีการหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมด้วย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่สละเวลามาร่วมหารือ พร้อมระบุว่า หลายท่านเป็นผู้ที่คุ้นเคยกันมาอย่างยาวนาน การได้กลับมาพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันอีกครั้ง จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการร่วมกันมองทิศทางอนาคตของประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคและเสริมศักยภาพภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนอนุญาตที่ซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้ผลักดันความร่วมมือด้านเสถียรภาพทางพลังงาน ผ่านแนวคิด ASEAN Power Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน รวมถึงความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร พร้อมย้ำว่า “อาเซียนต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น” เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาค และยกระดับบทบาทของอาเซียนในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า หลายประเทศต่างให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด ระบบโลจิสติกส์ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมอย่างมากในทุกด้าน โดยไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนความร่วมมือเหล่านี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับทั้งภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยจึงมีโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าไปด้วยกัน”
โดยรัฐบาลชุดนี้พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติ ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเดิม ๆ กฎหมายล้าสมัย หรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก พร้อมเร่งสร้างความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการจ้างงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและกิจการของทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า วันนี้มีผู้บริหารภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งรองนายกรัฐมนตรี หน่วยงานเศรษฐกิจ สภาพัฒน์ และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดงานครั้งนี้ขึ้น เพื่อร่วมรับฟังข้อเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลตั้งใจให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการหารือเชิงลึก เพื่อนำข้อเสนอและความต้องการจากทุกภาคส่วนไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ความสำเร็จของภาคเอกชน คือ ความสำเร็จของประเทศไทย พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหารืออย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ภาคเอกชนชั้นนำของไทยในวันนี้ด้วย และหวังว่าจะได้นำทุกข้อเสนอ แนวคิด และข้อมูลที่ได้รับ ไปต่อยอดในการพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทยและประชาชนต่อไป
จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้แทนจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่
1. สถาบันหลัก กกร. - คุณพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย2. ยานยนต์ - คุณกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด3. โรงแรม/ท่องเที่ยว - คุณเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย4. สุขภาพ - แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร BDMS5. ก่อสร้าง/อสังหาฯ - คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG
6. ค้าปลีก/สินค้าอุปโภคบริโภค - คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ คุณเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร / กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)7. พลังงาน - คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Gulf8. การเงิน - คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย9. เทคโนโลยี - ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท Delta Electronics Thailand10. เกษตร/อาหาร - คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์
ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สรุปข้อเสนอของภาคเอกชนเป็น 4 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเห็นว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาค
โดยภาคเอกชนจากทุกภาคส่วนมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New Growth Engines) อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโลจิสติกส์สมัยใหม่
ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเชื่อมโยงโอกาสดังกล่าวสู่ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และ Micro SME รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม ไม่ให้การเติบโตกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่ม
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เร่งรัดแก้ไขอุปสรรคสำคัญที่ภาคเอกชนสะท้อน อาทิ ขั้นตอนการอนุญาต การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุนของประเทศให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และเอื้อต่อการแข่งขันในระดับสากล
นอกจากนี้ มาตรการ BOI Fast Track ได้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยสามารถดึงดูดการลงทุนจริงได้กว่า 200,000 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล
รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำว่า รัฐบาลจะนำทุกข้อเสนอจากภาคเอกชนในครั้งนี้ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรีอ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลัง “รัฐ–เอกชน” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
อนึ่ง







.png)
ความคิดเห็น