top of page

เอ็กโก กรุ๊ป สอบผ่านวิกฤตราคาเชื้อเพลิง รักษาระดับกำไรจากการดำเนินงาน

ไฟเขียวปันผลครึ่งปีหลัง 3.25 บาท/หุ้น

พลังงาน-สิ่งแวดล้อม

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ฝ่าด่านวิกฤตราคาพลังงานโลก ปิดบัญชีปี 2565 รับรู้รายได้รวม 65,344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% มีกำไรจากการดำเนินงาน 11,797 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% ในขณะที่มีกำไรสุทธิ 2,683 ล้านบาท ลดลง 35% เมื่อเทียบกับปี 2564 บอร์ดไฟเขียวนำเสนอผู้ถือหุ้นพิจารณาปันผลครึ่งปีหลัง 3.25 บาท/หุ้น รวมปันผลทั้งปี 6.50 บาท/หุ้น ตอกย้ำพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและนโยบายจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ


นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า “ในปี 2565 อุตสาหกรรมไฟฟ้า และพลังงานต้องเผชิญกับความท้าทายจากราคาพลังงานโลกและภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเปิดประเทศทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ผลประกอบการในปี 2565 ของเอ็กโก กรุ๊ป สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคาเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤตการณ์ราคาพลังงานปี 2565 ได้ดี ทำให้ผลประกอบการของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยราคาเชื้อเพลิงและภาวะเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ รายได้และกำไรจากการดำเนินงานยังคงขยายตัวได้ดี ในขณะเดียวกันยังสามารถขยายการลงทุนในพลังงานสะอาดในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง”

ไฮไลท์ทางธุรกิจของเอ็กโก กรุ๊ป ในปี 2565 ได้แก่ การเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้า “น้ำเทิน 1” สปป.ลาว กำลังผลิตรวม 650 เมกะวัตต์ การซื้อหุ้นเพิ่ม 10% เพื่อถือหุ้นทั้งหมดในโรงไฟฟ้า “ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม” และ “เทพพนา วินด์ฟาร์ม” จ.ชัยภูมิ การซื้อหุ้น 49% ในโรงไฟฟ้า “ไรเซ็ก” สหรัฐอเมริกา กำลังผลิตรวม 609 เมกะวัตต์ และการขายหุ้นทั้งหมดในโรงไฟฟ้า “สตาร์ เอ็นเนอร์ยี่” อินโดนีเซีย นอกจากนี้ เอ็กโก กรุ๊ป ยังร่วมมือกับพันธมิตร ทั้งในและต่างประเทศ ลงนาม MOU ศึกษาและพัฒนาแผนงานด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการนำเชื้อเพลิงไฮโดรเจน แอมโมเนีย และเทคโนโลยีการดักจับการใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) มาใช้ในโรงไฟฟ้าของเอ็กโก กรุ๊ป

สำหรับผลประกอบการปี 2565 มีรายได้รวม 65,344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% และมีกำไรจากการดำเนินงาน 11,797 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปี 2564 โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้า “พาจู อีเอส” เกาหลีใต้ “ไซยะบุรี” สปป.ลาว “ซานบัวนาเวนทูรา” ฟิลิปปินส์ “ขนอม” จ.นครศรีธรรมราช และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ


ในขณะที่มีกำไรสุทธิ 2,683 ล้านบาท ลดลง 35% เมื่อเทียบกับปี 2564 สาเหตุมาจากการรับรู้การด้อยค่าของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในไทยและโรงไฟฟ้าในฟิลิปปินส์ และรายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำ ได้แก่ การรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุนของโรงไฟฟ้า “สตาร์ เอ็นเนอร์ยี่” และการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากโครงการ “หยุนหลิน”


นายเทพรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับโครงการ “หยุนหลิน” เอ็กโก กรุ๊ป และพันธมิตรเร่งรัดติดตามความก้าวหน้าของโครงการ ซึ่งเป็นการก่อสร้างกังหันลมนอกชายฝั่งขนาดใหญ่อย่างใกล้ชิด การรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจาก โครงการนี้เกิดจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติและอยู่เหนือการควบคุม โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากไต้หวันมีมาตรการเข้มงวดและมีการประกาศปิดประเทศถึง 2 ครั้งในช่วงปี 2563-2565 ทำให้กระทบต่อการเดินทางและการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์เครื่องมือในการก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่ก่อสร้างบริเวณช่องแคบไต้หวัน มีสภาพภูมิอากาศแบบมรสุม โดยในแต่ละปีมีระยะเวลาทำงานหลักจำกัดเพียง 6 เดือนเท่านั้น ส่งผลให้กำหนดแล้วเสร็จของโครงการจำเป็นต้องขยายออกไปจนถึงปี 2567 อย่างไรก็ตาม เอ็กโก กรุ๊ปขอยืนยันว่าบริษัทยังมีสภาพคล่องสูงในการลงทุนโครงการอื่น ๆ และมีกระแสเงินสดสำหรับการดำเนินงานที่แข็งแกร่งจากพอร์ตโฟลิโอที่มีการกระจายการลงทุนที่หลากหลาย ทำให้บริษัทมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง”


ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 มีมติให้เสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 (AGM) ให้จ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังของปี 2565 ในอัตราหุ้นละ 3.25 บาท โดยกำหนดรายชื่อ ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลในวันที่ 15 มีนาคม 2566 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 24 เมษายน 2566 หลังจากได้รับการอนุมัติจากที่ประชุม AGM ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 12 เมษายน 2566 หากรวมการจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานในปี 2565 คิดเป็นทั้งหมด 6.50 บาท/หุ้น


สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2566 นายเทพรัตน์ กล่าวว่า “เอ็กโก กรุ๊ป มุ่งต่อยอดความสำเร็จและแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดและโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมีความจำเป็นในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของพลังงาน รวมทั้งพลังงานทางเลือกอื่น เช่น ไฮโดรเจน ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดคาร์บอน นอกจากนี้ เอ็กโก กรุ๊ป ยังได้ยื่นข้อเสนอในโครงการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบ FiT ของภาครัฐ โดยผ่านการพิจารณาเบื้องต้น 16 โครงการ ทั้งประเภทโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินและแบบร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) รวมกำลังผลิตกว่า 300 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ เอ็กโก กรุ๊ป ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้า “เอ็กโก โคเจนเนอเรชั่น ส่วนขยาย” กำลังผลิต 74 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในเดือนมกราคม 2567”



EGCO Group Approves 3.25 Baht Dividend Per Share for 2nd Half of 2022 Despite Challenging Market Conditions


Electricity Generating Public Company Limited or EGCO Group maintained its strong operating performance in 2022 despite the global energy price crisis. EGCO Group was able to recognize 65,344 million baht total revenues which was 55% higher than in 2021. The Company also posted 11,797 million baht operating profit, representing an increase of 15%. However, net profit was down to 2,683 million baht, 35% lower than in 2021. The Company’s Board of Directors will seek shareholders’ approval of 3.25 baht dividend payment for the second half of 2022, which will bring the total dividend for the entire year to 6.50 baht per share. This underscores the Company’s stable business foundation and the continuation of its long-standing dividend policy.

Mr. Thepparat Theppitak, EGCO Group’s President, said, “In 2022, the entire electricity and power industry faced a lot of challenges driven by rapid increases in global energy prices and inflation. Meanwhile, the industry started to reap the benefits from economic recovery. The fact that Thailand has opened up to the international markets again for business and tourism has also driven demand for electricity. EGCO Group’s operating performance in 2022 clearly reflects the Company’s strong positioning in the face of rapid and significant fuel price and inflation increases during last year while continuing to expand its clean energy asset base in the international markets.


Business highlights for 2022 included the achievement of commercial operation by the 650MW “Nam Theun 1” hydropower plant in Lao PDR, the acquisition of the final 10% shares in “Chaiyaphum Wind Farm” and “Theppana Wind Farm” in Chaiyaphum province, the acquisition of a 49% interest in the 609MW in “RISEC” power plant in the USA, and the sale of the Company’s ownership interests in “Star Energy” in Indonesia. In addition, EGCO Group has been working closely with local and international partners to study and develop clean energy and carbon emissions reduction technology for its existing fleet of power plants, particularly the future use of hydrogen and ammonia as a co-fueling alternative for carbon reduction, as well as technologies for carbon capture, utilization and storage (CCUS) in its power plants.


2022 operating performance: The Company produced a significant increase in total revenues to 65,344 million baht, representing a 55% increase on the prior year’s performance. Operating profit reached 11,797 million baht, an increase of 15% on the prior year. Other key contributors to the strong revenue and operating performance for the year were the increased incomes from the “Paju ES” power plant in South Korea, the “Xayaburi” hydroelectric power plant in Lao PDR, the “San Buenaventura” power plant in the Philippines, and the “Khanom” in Nakhon Si Thammarat, as well as other related businesses.


The Company’s net profit came at 2,683 million baht, representing 35% lower than in 2021. This significant reduction from the 2021 figure was the result of the recognition of impairment loss from renewable power plants in Thailand and a power plant in the Philippines. In addition, there were non-recurring items, namely the gain on disposal of investment in “Star Energy” power plant and the recognition of a share of loss from “Yunlin” offshore wind farm project.


Mr. Thepparat added, “EGCO Group and its partners have closely monitored the progress of the “Yunlin”, a 640MW huge offshore windfarm project which is currently under construction. The company has recognized the share of loss caused by unusual circumstances and out of control events. The impact from COVID-19 is inevitable as the Taiwanese government enforced strict entry restriction and closed borders twice during 2020-2022, which seriously affected travel and the transportation of large construction equipment. The construction area is located in the middle of the Taiwan Strait which is in the monsoon area. Therefore, on average there are only six months available for main installation campaigns to work in the sea each year. Consequently, the completion of the project has been extended to the end of 2024. Despite this extraordinary set of events, EGCO Group continues to preserve its high cash liquidity position and the strong operating cash flows from the balance of its well diversified portfolio which has enable the Company to maintain the dividend for the year.”


The Board of Directors’ meeting dated 28 February 2023 resolved to propose to the 2023 shareholders’ annual general meeting (AGM) scheduled for 12 April 2023 to pay dividends from the operating results of 2H/2022 at the rate of 3.25 baht per share. The record date is scheduled for 15 March 2023 and the payment will be made on 24 April 2023 after receiving approval from the AGM. When considering dividend payment for the entire year, EGCO Group has paid 6.50 baht per share.


Mr. Thepparat said, “With respect to our business plans for 2023, EGCO Group will extend our success and seek investment opportunity in local and overseas power businesses, including clean and renewable energy, conventional energy particularly natural gas fueled power plant opportunities which are necessary to support energy transition in their host markets, as well as other future alternative energy such as hydrogen. We will focus on development of technology that help reduce carbon emission. EGCO Group has submitted a number of proposals for participation in the Thai Government's FiT scheme for renewable energy projects. So far 16 projects have successfully passed the preliminary screening process of the Thai authorities. Such projects are over 300MW solar farms and the battery energy storage system (BESS) projects. The Company has also commenced the construction of the 74MW “EGCO Cogeneration SPP Replacement” power project which is expected to start commercial operations in 2024.”

Yorumlar


ดาวน์โหลด (1).png

เพื่อให้ทุกท่านสามารถติดตามประเด็นวิเคราะห์เจาะลึกผ่านทาง CLOSE-UP THAILAND เชิญเพิ่มเพื่อนทางไลน์ @closeupthailand

bottom of page