Sunday Analysis::ผลกระทบจาก Super El Nino 2026 ต่อภาคการผลิตและภาคบริการ ตลอดจนเศรษฐกิจมหภาค ของประเทศไทย
- 26 ก.ค.
- ยาว 5 นาที
โดย ร.ศ. ดร. กิตติ ลิ่มสกุล ผู้ทรงคุณวุฒิ สผ.(สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม:สผ.)และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค

ผลกระทบจาก Super El Nino 2026 ต่อภาคการผลิตและภาคบริการ ตลอดจนเศรษฐกิจมหภาค ของประเทศไทย งานเสวนาหัวข้อ Super El Nino 2025: พายุฝนหรือพายุเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ โรงแรมอมารีดอนเมืองแอร์พอร์ต
โดย ร.ศ. ดร. กิตติ ลิ่มสกุล ผู้ทรงคุณวุฒิ สผ. ได้เสนอประเด็นไว้น่าสนใจ!!!
CLOSE-UP THAILAND สื่อเพื่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน แลเห็นว่ามีประโยชน์ และก่อคุณค่า จึงนำมาแบ่งปันสำหรับผู้สนใจทั่วไป ลองไปติดตาม !!!!
1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
ข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยจัดทำโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม1 เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ สนับสนุนการกำหนดนโยบายลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก และปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยครอบคลุมการประเมินใน 5 ภาคส่วน ได้แก่ พลังงาน กระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) เกษตร ของเสีย และป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (LULUCF)
ในปี พ.ศ. 2565 ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ไม่รวมภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน) จำนวน 385,941.41 กิโลตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ktCO₂eq) โดยภาคพลังงานเป็นแหล่งปล่อยสูงสุด คิด เป็นร้อยละ 65.89 ของการปล่อยทั้งหมด รองลงมาคือ ภาคเกษตร ร้อยละ 17.86 ภาคกระบวนการอุตสาหกรรม และการใช้ผลิตภัณฑ์ ร้อยละ 10.50 และภาคของเสีย ร้อยละ 5.75 เมื่อรวมผลการดูดกลับคาร์บอนของภาคป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 278,039.71 ktCO₂eq
ภาคพลังงาน ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 254,307.21 ktCO₂eq โดยมีแหล่งกำเนิดหลักจากการเผาไหม้ เชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้าและความร้อน การกลั่นน้ำมัน การขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการ ก่อสร้าง ซึ่งสะท้อนว่าภาคพลังงานยังเป็นภาคส่วนสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 40,527.22 ktCO₂eq โดยการผลิตปูนซีเมนต์เป็นแหล่งปล่อยสำคัญที่สุด รองลงมาคืออุตสาหกรรมเคมี และการใช้สารทำความเย็นและ สารทดแทนสารทำลายชั้นโอโซน
ภาคเกษตร ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 68,933.74 ktCO₂eq แหล่งปล่อยหลักมาจากการปลูกข้าว คิดเป็น เกือบครึ่งหนึ่งของการปล่อยในภาคเกษตร รองลงมาคือการหมักในระบบย่อยอาหารของสัตว์ การปล่อยไนตรัส ออกไซด์จากดินเกษตร และการจัดการมูลสัตว์ โดยการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรถูกประเมินตามแนวทางของ IPCC ภายใต้กิจกรรมการเผาชีวมวลในพื้นที่เพาะปลูก
ภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (LULUCF) มีบทบาทสำคัญในการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก โดยในปี 2565 สามารถดูดกลับสุทธิได้ 107,901.43 ktCO₂eq ซึ่งช่วยลดปริมาณการปล่อยสุทธิของประเทศอย่างมี นัยสำคัญ การดูดกลับส่วนใหญ่เกิดจากพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่เพาะปลูก ขณะที่ยังมีการปล่อยจากการเปลี่ยนแปลง การใช้ที่ดินและการเผาชีวมวลบางส่วน
ภาคของเสีย ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 22,172.96 ktCO₂eq โดยแหล่งปล่อยหลักมาจากการบำบัดน้ำเสีย และการกำจัดขยะมูลฝอย ส่วนการเผาขยะมีสัดส่วนการปล่อยต่ำที่สุดในภาคนี้
โดยสรุป สถานการณ์ก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในปี 2565 แสดงให้เห็นว่า ภาคพลังงานยังเป็น แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญที่สุด ขณะที่ภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคส่วนที่ต้องได้รับ ความสำคัญในการดำเนินมาตรการลดการปล่อยควบคู่กัน ส่วน ภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดินมีบทบาท สำคัญในการดูดซับคาร์บอนและลดการปล่อยสุทธิของประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการบรรลุ เป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย
2. ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)
หมายถึงภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 องศาเซลเซียส จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ประเทศไทยในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569 ถึงกลางปี พ.ศ. 2570 โดยวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าวมีแนวโน้ม ก่อให้เกิด "มหาภัยแล้ง" (Great Drought) ส่งผลให้ภาคการเกษตรได้รับความเสียหายอย่างกว้างขวาง และก่อให้เกิด ผลกระทบเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคของประเทศในหลายมิติ ทั้งด้านการผลิต การจ้างงาน รายได้ และเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจ
ผลกระทบต่อภาคการเกษตร
ภาคการเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางต่อปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญมากที่สุด โดย ประเมินว่ามีระดับความเสี่ยงสูงถึง ร้อยละ 77 เนื่องจากต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงผิดปกติและภาวะแห้งแล้งที่ ยาวนาน ซึ่งอาจต่อเนื่องได้นานถึง 18 เดือน ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
การผลิตข้าว ข้าวนาปรัง ซึ่งพึ่งพาระบบชลประทานเป็นหลัก มีความเสี่ยงที่ผลผลิตจะลดลงประมาณ ร้อยละ 38 หาก สถานการณ์ซ้ำรอยเหตุการณ์ซูเปอร์เอลนีโญครั้งรุนแรงในอดีต ขณะที่จังหวัดผู้ผลิตข้าวที่สำคัญ เช่น จังหวัด สุพรรณบุรี อาจมีผลผลิตข้าวเปลือกลดลงสูงถึง ร้อยละ 23 (ดู Kitti Limskul, 2026)
อ้อย อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิสูงอย่างมาก ในช่วงซูเปอร์เอลนีโญปี พ.ศ. 2558 ผลผลิตอ้อยลดลงเกือบ ร้อยละ 50
พืชเศรษฐกิจอื่น พืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด มีแนวโน้มเผชิญกับภาวะอุปทานชะงักงัน (Supply Shock) ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลงและราคาสินค้าเกษตรมีความผันผวนสูง
ปศุสัตว์และประมง อุณหภูมิที่สูงเกิน 25–30.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้อัตราการตายของสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 10–24 นอกจากนี้ อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังทำให้เกิดปรากฏการณ์ ปะการังฟอกขาว (Coral Bleaching) ในวง กว้าง ส่งผลให้แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำเสื่อมโทรม และกระทบต่ออุตสาหกรรมประมงทะเลอย่างรุนแรง
ต้นทุนการผลิตของภาคเกษตร ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการเกิด ภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิต (Cost-Push Inflation) เนื่องจาก ต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยไนโตรเจนจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด เมื่อห่วงโซ่อุปทานโลกได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ต้นทุนการผลิตภาคเกษตรจึงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิของ เกษตรกรลดลง ควบคู่กับการลดลงของผลิตภาพและผลผลิตต่อหน่วยการผลิต
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาคในปี พ.ศ. 2569–2570
ผลกระทบทางเศรษฐกิจมีลักษณะเป็น "วิกฤตซ้อนวิกฤต" (Shock-on-Shock Scenario) เนื่องจากภาวะ ภัยแล้งรุนแรงเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเปราะบางของเศรษฐกิจโลก
การชะลอตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
การคาดการณ์ชี้ว่า มหาภัยแล้ง (Great Drought) อันเป็นผลจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ อาจทำให้ อัตราการขยายตัวของ GDP ของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2569 ลดลงจากกรณีฐานที่ ร้อยละ 2.3 เหลือเพียง ร้อย ละ 1.7 ขณะที่ในปี พ.ศ. 2570 เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวได้เพียงเล็กน้อยจากอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña)
ภาวะเงินเฟ้อควบคู่กับเศรษฐกิจซบเซา (Mild Stagflation)
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเผชิญภาวะ เศรษฐกิจเติบโตต่ำควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น (Mild Stagflation) โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจเพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 2.5 ในช่วงปี พ.ศ. 2569–2570 จากกรณีฐานที่ ร้อยละ 1.8 ซึ่งมี สาเหตุสำคัญจากราคาสินค้าอาหารสดที่ปรับตัวสูงขึ้น
การบริโภคภาคครัวเรือนและหนี้ครัวเรือน
รายได้ของครัวเรือนในชนบทที่ลดลงอย่างมากจะส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว โดยคาดว่าจะ ขยายตัวเพียง ร้อยละ 2.0 นอกจากนี้ การสูญเสียรายได้อันเป็นผลจากผลิตภาพทางการเกษตรที่ลดลง จะยิ่ง ซ้ำเติมปัญหาคุณภาพหนี้ครัวเรือนที่มีอยู่เดิมให้รุนแรงมากขึ้น
การค้าและอัตราแลกเปลี่ยน การส่งออกสินค้าเกษตรมีแนวโน้มลดลง ขณะที่การนำเข้าสินค้าอาหาร เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลประมาณ ร้อยละ 1.0 ของ GDP พร้อมกันนี้ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อน ค่าลงสู่ระดับประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ภาระทางการคลัง
ภาครัฐจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย การบริหารจัดการทรัพยากร น้ำ และมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อาจต้องใช้งบประมาณสูงถึง ประมาณ 1,300 ล้านบาทต่อวัน เพื่ออุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันและป้องกันไม่ให้ค่าครองชีพของประชาชน ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง
3. ประเด็นผลกระทบ/มาตรการ
การจัดการทรัพยากรน้ำและมาตรการภาครัฐ
สภาวะเอลนีโญลากยาวส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนน้อยกว่าปกติและอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุม ขั้นต่ำ (Lower Rule Curve) เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรม ลุ่มน้ำเจ้าพระยา, ลุ่มน้ำ แม่กลอง, ภาคกลาง (วิกฤตสุด 30%), ภาคตะวันออก (EEC) และพื้นที่นอกเขตชลประทาน บริหารจัดการน้ำแบบ พลวัต (Dynamic Operation Curve), ผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ, นำน้ำรีไซเคิลมาใช้ในนิคมอุตสาหกรรม, รณรงค์ประหยัด น้ำและจัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ
หน่วยงานหลัก สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.), กรมชลประทาน, กรมทรัพยากรน้ำ, กรมพัฒนา พลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศ
สภาพอากาศแห้งแล้งและนิ่งในช่วงซูเปอร์เอลนีโญทำให้เพดานอากาศถูกกดต่ำ เอื้อต่อการสะสมมลพิษ ฝุ่น PM2.5 จากการเผาในที่โล่ง ไฟป่า และกิจกรรมของมนุษย์ ดัชนีเอลนีโญ (MEI) พุ่งสูงกว่า +1.5, จำนวนจุด ความร้อน (Hotspots) มีโอกาสเพิ่มขึ้น 20%–30%, ฝุ่น PM2.5 อาจเกินมาตรฐานต่อเนื่องเกิน 30 วันในฤดูแล้ง ประเทศไทยตอนบน (แอ่งที่ราบ), ภาคเหนือ, กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ที่มีการเผาไหม้ทางการเกษตร เข้มงวด มาตรการ Zero Burning, ใช้ AI คัดกรองควันดำ, ประกาศเขตควบคุมการเผา, ใช้แบบจำลองคาดการณ์ล่วงหน้า และมาตรการ Work from Home ในช่วงวิกฤต
หน่วยงานหลัก กรมควบคุมมลพิษ, กรมป่าไม้, สสส., สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสภาพภูมิอากาศ
ปรากฏการณ์ Super El Niño เร่งสภาวะโลกเดือด (Global Boiling) โดยภาคเกษตรเป็นแหล่งกำเนิด ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ (โดยเฉพาะมีเทนจากการขังน้ำในนาข้าว) การปลูกข้าวปล่อยก๊าซ 33,886.79 $ktCO_2eq$ (49% ของภาคเกษตร), โอกาสเกิดซูเปอร์เอลนีโญรุนแรง 63%–98% ตามเกณฑ์ WMO พื้นที่ภาค เกษตรทั่วประเทศ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขับเคลื่อนแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP), มุ่งสู่เศรษฐกิจ คาร์บอนต่ำ (Net Zero), การทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก (AFOLU) ผ่านฐานข้อมูล FAOSTAT
หน่วยงานหลัก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.), องค์การบริหารจัดการก๊าซ เรือนกระจก (TGO), กรมอุตุนิยมวิทยา
ผลผลิตอ้อยและพืชเศรษฐกิจอื่นๆ
อุณหภูมิสูงสุด (Extreme Max Temp) ที่สูงขึ้นส่งผลเสียต่อการเติบโตของพ้อยและพืชสวน ทำให้เกิด อาการใบไหม้และอัตราการคายน้ำสูงขึ้นคาดการณ์ผลผลิตอ้อยลดลง 23.95%–33.26%, ปศุสัตว์มีอัตราการตาย เพิ่มขึ้น 10%–24% เมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส ภาคกลางตอนล่าง (นครสวรรค์, สุพรรณบุรี), ภาค ตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พัฒนาสายพันธุ์ทนร้อน, คลุมโคนต้นด้วยฟาง, พ่นใบด้วยดินขาวเคโอลิน (Kaolin), ยกระดับมาตรฐานการจัดการห่วงโซ่อุปทาน (GMP, HACCP)
หน่วยงานหลัก สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.), กรมส่งเสริมการค้าระหว่าง ประเทศ (DITP)
สภาวะเศรษฐกิจมหภาค (Mini-Stagflation)
ไทยเสี่ยงเผชิญเศรษฐกิจโตช้าลงพร้อมเงินเฟ้อพุ่งจากราคาอาหารสดที่แพงขึ้น (Cost-Push Inflation) และต้นทุนปุ๋ยนำเข้าที่สูงขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ GDP ปี 2027 อาจลดเหลือ 1.7% (หายไป -0.6 ppt), เงินเฟ้อ พุ่ง 2.5%, ค่าเงินบาทอาจแตะ 35 บาท/ดอลลาร์ ประเทศไทยในภาพรวม (ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงรายได้ภาค ชนบท) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% เพื่อดูแลเงินเฟ้อ, ใช้มาตรการ Automatic Stabilizer ผ่านรายจ่ายรัฐ และสนับสนุนเงินทุนเพื่อการปรับตัว (Adaptation Finance)
6 หน่วยงานหลัก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), กระทรวงการคลัง, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.)
พื้นที่เก็บเกี่ยวและความเป็นเมือง
การขยายตัวของความเป็นเมืองและความหนาแน่นของประชากรส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมลดลงจากการ เปลี่ยนไปใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอื่น พื้นที่เก็บเกี่ยวคาดว่าจะลดลง 1.29% ถึง 2.49% จากปีฐาน ภาค ตะวันออกและภาคกลางได้รับผลกระทบสูงสุด วางผังเมืองและนโยบายการใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อรองรับ ความมั่นคงทางอาหาร หน่วยงานหลัก กระทรวงมหาดไทย, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ GISTDA
การปรับตัวภาคธุรกิจและ Green Ecosystem
อุณหภูมิที่สูงขึ้นกระตุ้นยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องดื่ม แต่ผู้ประกอบการต้องเผชิญแรงกดดันด้าน ความยั่งยืน ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 10%–15%, วงเงินสนับสนุน SMEs ปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมรวมกว่า 260,000 ล้านบาท ตลาดภายในประเทศ และพื้นที่นำร่องกลุ่มโรงแรม (เช่น ภูเก็ต) จัดทำ Thailand Taxonomy, Transition Plan ของธนาคารพาณิชย์ และโครงการ SMEs Secure
หน่วยงานหลัก ธนาคารแห่งประเทศไทย, กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย (ททท.) กระทรวงพาณิชย์
ผลผลิตข้าวและรายได้เกษตรกร (กรณีศึกษาซูเปอร์เอลนีโญ) กรณีศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี
ปรากฏการณ์ Super El Niño ปี 2569–2570 ส่งผลให้เกิดภัยแล้งรุนแรง ฝนทิ้งช่วง และความเครียด จากความร้อน (Heat Stress) กระทบต่อรอบการปลูกข้าวและการสะสมน้ำหนักเมล็ด ทำให้ผลผลิตลดลงอย่างมี นัยสำคัญและเกษตรกรอาจต้องทอดทิ้งพื้นที่เพาะปลูก ผลผลิตรวมลดลง 16%–23% (ในสุพรรณบุรีเหลือ 704,000 ตัน), ผลผลิตต่อไร่ลดลง 8.8%–30%, ข้าวนาปรังอาจลดลงกว่า 38% (เหลือ 2.8 ล้านตัน), รายได้ ครัวเรือนลดลงเฉลี่ย 8,017 บาท (12.4%) จังหวัดสุพรรณบุรี (8 อำเภอหลัก), ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 22 จังหวัด และพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศ ปรับปฏิทินเพาะปลูก, ใช้พันธุ์ข้าวทนแล้ง, ทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) ช่วยประหยัดน้ำ 20%–40%, ใช้ระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) และประกันภัยพืชผล กรมการข้าว, กรมชลประทาน, สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, GISTDA, หน่วยงานภายใต้แผน NAP
4. สิ่งที่คาดหวังจากรัฐบาล
งบประมาณและแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนเกษตรกรและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในช่วงวิกฤตภัยแล้งจาก Super El Niño และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สมควรที่จะวางรูปแบบและทิศทางตลอดจน ขนาดของงบประมาณ ดังนี้
1. งบประมาณภาครัฐและการลงทุนเชิงโครงสร้าง รัฐบาลได้วางแนวทางด้านงบประมาณเพื่อเป็น Automatic Stabilizer หรือตัวช่วยลดแรงกระแทกทาง เศรษฐกิจในช่วงภัยแล้งปี 2569–2570 ไว้ดังนี้:
• งบประมาณเยียวยา: มีการเพิ่มรายจ่ายเพื่อการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น ร้อยละ 4.0 เพื่อพยุงรายได้ภาคชนบทที่หดตัวลง
• งบลงทุนจัดการน้ำ: เพิ่มงบลงทุนด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอีก ร้อยละ 4.5 เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการกักเก็บและกระจายน้ำ
• การลงทุนใน Water Grid: ภาคเอกชน (กกร.) เสนอให้เร่งลงทุนในโครงการระบบท่อส่งน้ำและ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC และการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำเพื่อความมั่นคงของภาคการผลิต
2. กลไกทางการเงินและสินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Transition Finance)
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันเงินไทยได้ออกมาตรการเพื่อช่วยให้เกษตรกรและ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อปรับตัวต่อภัยธรรมชาติได้ง่ายขึ้น:
• โครงการ Financing the Transition: เป็นการให้สินเชื่อเพื่อสนับสนุนการปรับตัวด้าน สิ่งแวดล้อม ซึ ่ง ณ สิ้นปี 2568 ได้ช่วยธุรกิจไปแล้วกว่า 700 ราย วงเงินกว่า 160,000 ล้านบาท
• โครงการ GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย: วงเงิน 100,000 ล้านบาท จากธนาคารออมสิน เพื่อสนับสนุน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจและเกษตรกรที่ต้องการฟื้นฟูหรือปรับตัว 8
• มาตรการ SMEs Secure+: ปรับเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อโดยให้ พิจารณามูลค่าหลักประกัน ควบคู่กับกระแสเงินสด ของลูกหนี้ ช่วยให้ผู้ที่มีข้อจำกัดด้านหลักประกันสามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการปรับตัว ได้มากขึ้น
• SMEs Credit Boost: กลไกการแชร์ความเสี่ยงเพื่อสร้างความมั่นใจให้สถาบันการเงินในการ ปล่อยสินเชื่อโครงการสีเขียว
3. แหล่งรายได้เสริมและกองทุนระหว่างประเทศ
นอกเหนือจากงบประมาณในประเทศ ยังมีกลไกที่ช่วยสร้างรายได้และเข้าถึงทุนสากล:
• รายได้จากคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit): สำหรับเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี เกษตรคาร์บอนต่ำ เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) มีโอกาสสร้างรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิต ให้กับหน่วยงานที่รับซื้อ
• คู่มือเข้าถึงแหล่งทุนสากล: ภายใต้แผน NAP มีการจัดทำ "คู่มือแนวทางการเข้าถึงแหล่ง งบประมาณทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ" เพื่อช่วยหน่วยงานไทยยื่นขอทุนสนับสนุนด้านการปรับตัว (Adaptation Finance) จากกองทุนภูมิอากาศโลก
• ระบบประกันภัยพืชผล: มีข้อเสนอให้พัฒนาระบบประกันภัยที่เชื่อมโยงกับระบบแจ้งเตือนภัย ล่วงหน้า (Early Warning) จากดาวเทียม เพื่อให้สามารถจ่ายเงินชดเชยได้ทันทีเมื่อตรวจพบความเสี่ยงภัยแล้งใน ระดับวิกฤต
4. ช่องว่างทางการเงินที่ยังต้องการการสนับสนุน (Finance Gap)
แหล่งที่มาชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีความต้องการเงินทุนมหาศาลเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้:
• Adaptation Finance: ประเทศไทยต้องการเงินเพื่อการปรับตัวต่อภัยธรรมชาติสูงถึง 160,000 – 190,000 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันมีการสนับสนุนจริงเพียงประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น
• Mitigation Finance: ความต้องการเงินทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (รวมภาค เกษตร) อยู่ที่เฉลี่ยปีละ 5-7 แสนล้านบาท เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero 9
สรุปได้ว่า แนวทางการสนับสนุนเน้นการเปลี่ยนจากการให้เงินเยียวยาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ Total Solutions ที่ครอบคลุมทั้งเงินทุน องค์ความรู้ และเทคโนโลยี เพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดได้ในภาวะ "มหาภัย แล้ง" ที่กำลังจะมาถึง
กลไก Financing the Transition ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ เป็น กลไกทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อเป็น "สะพาน" เชื่อมโยงงบประมาณไปสู่การปฏิบัติจริง โดยมีแนวทางความ ช่วยเหลือเกษตรกรและธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานเกษตร ดังนี้:
1. การเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการปรับตัว: โครงการนี้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs (ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการในภาคเกษตร) สามารถเริ่มปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม และค่อยเป็นค่อยไป โดย ณ สิ้นปี พ.ศ. 2568 ได้สนับสนุนธุรกิจไปแล้วกว่า 700 ราย ในภาคเศรษฐกิจสำคัญ เป็น วงเงินกว่า 160,000 ล้านบาท
2. แนวทางสนับสนุนแบบครบวงจร (Total Solutions): กลไกนี้ไม่ได้เน้นเพียงการให้เงินทุน เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ และการให้ "องค์ความรู้ด้านการปรับตัว" ตลอดเส้นทางของการ เปลี่ยนผ่าน โดย ธปท. มีแผนที่จะขยายผลแนวทางนี้จากภาคธุรกิจโรงแรมไปสู่ภาคเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ซึ่ง รวมถึงภาคการผลิตที่ต้องเร่งปรับตัวตามแนวคิด Reinvent Thailand
3. การปรับเกณฑ์พิจารณาสินเชื่อ (SMEs Secure+): ภายใต้แนวทาง "มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพ คล่อง" กลไกนี้เปิดโอกาสให้สถาบันการเงินพิจารณา "มูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสด" ของลูกหนี้ ซึ่งจะ ช่วยให้เกษตรกรหรือ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านหลักประกันมีโอกาสได้รับสินเชื่อเพื่อนำไปลงทุนในเทคโนโลยีการ ปรับตัว (เช่น เทคโนโลยีเกษตรคาร์บอนต่ำ) ได้มากขึ้น
4. กลไกการแชร์ความเสี่ยง (SMEs Credit Boost): เป็นมาตรการล่าสุดที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อเพื่อขับเคลื่อน "โครงการสีเขียว" มากขึ้น โดยมีกลไกช่วยแบกรับความเสี่ยงจาก การปล่อยกู้
5. การเพิ่มช่องทางเข้าถึงงบประมาณด้านการปรับตัว (Adaptation Finance): ภายใต้แผนการ ปรับตัวแห่งชาติ (NAP) ได้มีการจัดทำ "คู่มือแนวทางการเข้าถึงแหล่งงบประมาณทั้งในและระหว่างประเทศ" เพื่อ 10 ช่วยหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงภาคเกษตรกรรม ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนที่จำเป็นสำหรับการรับมือภัย ธรรมชาติ ซึ่งประเทศไทยยังมีความต้องการเงินทุนส่วนนี้สูงถึง 1.6–1.9 แสนล้านบาทต่อปี,
นอกจากนี้ การสนับสนุนทางการเงินดังกล่าวยังส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่ "ระบบนิเวศสีเขียว" (Green Ecosystem) ที่สามารถสร้างรายได้เสริมได้ เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) ที่ช่วยประหยัดน้ำและลดก๊าซ เรือนกระจก ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างรายได้จากการขาย คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ในอนาคต,
-จบ--
เอกสาร อ้างอิง
1. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม. (2567). ปะการังฟอกขาวหนักขึ้น สัญญาณอันตรายหายนะระบบนิเวศ. 2. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม. (2569). ข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจก พ.ศ. 2565 และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP).
3. กิตติ ลิ่มสกุล. (2565). วิเคราะห์ผลกระทบ Super El Niño ต่อผลผลิตข้าวเปลือก กรณีศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี 2026–2027: A Monte Carlo Simulation. 4. 5. ไทยโพสต์. (2569). 'เอลนีโญ' สั่นคลอนความมั่นคงทางอาหาร. ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2569). สุนทรพจน์งาน EARTH JUMP 2026 : A Bridge to Empowered Actions. 6. อากาศสุดขั้ว. 7. สยามรัฐ. (2569). รับมือวิกฤต "ซูเปอร์เอลนีโญ" เจาะลึก! วิธีรอดจากภัยแล้งจัดและสภาพ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโทรอนโต. (2569). ค่าอาหารแคนาดาขึ้นไม่หยุด วิกฤตที่กลายเป็นโอกาส. 8. หนัก.
9. อมรินทร์ทีวี. (2566). เอลนีโญจ่อทุบเกษตรไทย ผลผลิตลด-ต้นทุนพุ่ง-รายได้หด ข้าว-อ้อยเสี่ยง Atsamon Limsakul. (2019). Impacts of El Niño-Southern Oscillation (ENSO) on Rice Production in Thailand during 1961-2016. Environment and Natural Resources Journal. 10. Breathe Bangkok. (2569). คุยกับ ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ เมื่อปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลต่อ สถานการณ์ฝุ่น PM2.5. 11 11. InnovestX Research. (2569). กลยุทธ์ลงทุน...จากสภาพอากาศ เปลี่ยนผ่านสู่ El Nino เต็ม ตัว. 12. KKR (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน). (2566). 'เอลนีโญ' ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ 'กกร.' มาตรการรับมือแล้งลากยาว 3 ปี. 13. Nino. 14. 15. Krungthai COMPASS. (2566). ประเมินภาคเกษตรไทยเจอความเสี่ยงภัยแล้งจาก Super El KUBOTA (Agri) Solutions. (ม.ป.ป.). รู้จัก การทำนาเปียกสลับแห้ง การทำนาลดโลกร้อน. Siwabhorn Pipitpukdee, Witsanu Attavanich, และ Somskaow Bejranonda. (2020). Climate Change Impacts on Sugarcane Production in Thailand. วารสาร Atmosphere. 16. Thai PBS. (2569). ซูเปอร์เอลนีโญพ่นพิษ ไทยเกิด "มหาภัยแล้ง 2569" ฉุด GDP ร่วงเหลือ 1.7%. 17. THE STANDARD. (2569). สรุป ซูเปอร์เอลนีโญ 2569.






.png)
ความคิดเห็น