S__5062658.jpg

จำเลยคนสำคัญคดี"ค้ามนุษย์โรฮิงญา"เสียชีวิตในเรือนจำ ส่วน พล.ต.ต. ปวีณ หัวหน้าชุดทำคดีขอลี้ภัย

การเสียชีวิตของ พล.ท. มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก จำเลยสำคัญในคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ภายในเรือนจำเมื่อปีก่อน ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้งกลางสภา ทำให้ รมว.ยุติธรรม ต้องยืนยันว่าอดีตนายพลทหารรายนี้เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย ไม่ได้ตายปริศนาแต่อย่างใด



นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ได้บรรยายถึงโรคประจำตัวของ พล.ท. มนัส ความพยายามช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำหลังมีผู้เห็นเหตุการณ์แจ้งผู้คุมและพยาบาลว่า พล.ท. มนัสมีอาการวูบหมดสติ นอนนิ่งไม่หายใจ


"แพทย์ลงความเห็นผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลา 19.40 น. ด้วยภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน และได้ส่งชันสูตรศพที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ โดยลงสาเหตุการเสียชีวิตว่า กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจแข็งตีบตัน เส้นเลือดหัวใจหนาตัวขึ้นตีบตันร้อยละ 95 นี่คือข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ พล.ท. มนัส เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว ซึ่งในโรงพยาบาลก็มีกล้องวงจรปิด ไม่ได้มีอะไรแอบแฝง หรือเสียชีวิตอย่างปริศนาอย่างที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด" นายสมศักดิ์กล่าว


คำชี้แจงของ รมว.ยุติธรรม เกิดขึ้นหลังจากนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายเรื่องขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ซึ่งมี พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เป็นอดีตหัวหน้าชุดทำคดีเมื่อปี 2558 จนสามารถเปิดโปงผู้ร่วมขบวนการได้ ซึ่งมีตั้งแต่นักการเมืองท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร โดยเฉพาะ พล.ท. มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก จำเลยสำคัญในคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา


นายรังสิมนต์ระบุว่า มีความพยายาม "ใช้เส้นสายพวกพ้องเพื่อต้องการช่วยเหลือ พล.ท. มนัสให้ได้รับการประกันตัว" และมีแรงกดดันไปยัง พล.ต.ต. ปวีณในการทำสำนวนคดี ต่อมาวันที่ 21 ต.ค. 2558 มีคำสั่งย้าย พล.ต.ต. ปวีณไปไปรักษาราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์หนาแน่น และเป็นพื้นที่เสี่ยงที่กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์จะเอาคืน สุดท้ายนายตำรวจรายนี้จึงต้องขอลี้ภัยไปอยู่ประเทศออสเตรเลีย

ส.ส. ก้าวไกลตั้งสารพัดคำถามต่อรัฐบาล อาทิ


  • แท้จริงแล้วคดีนี้มีใครใหญ่กว่า พล.ท. มนัส หรือไม่

  • การขัดขวางการสอบสวนของทีม พล.ต.ต. ปวีณ ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพื่อตัดตอนคดีนี้ไม่ให้สาวไปได้ไกลกว่า พล.ท. มนัส ที่ปัจจุบันก็เสียชีวิตอย่างปริศนาในเรือนจำ ซัดทอดอะไรไม่ได้อีก อย่างนั้นใช่หรือไม่

  • พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ทราบสาเหตุการเสียชีวิตของ พล.ท. มนัส หรือไม่


ย้อนกลับไปเมื่อ 3 มิ.ย. 2564 กรมราชทัณฑ์เผยแพร่เอกสารข่าวยืนยันการเสียชีวิตของ พล.ท. มนัส อายุ 65 ปี ระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพฯ ช่วงค่ำวันที่ 2 มิ.ย. 2564

กรมราชทัณฑ์ระบุว่า พล.ท. มนัสเข้ารับการรักษาตัวที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2564 เนื่องจากมีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูง ไขมันในโลหิตสูง และหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ เมื่อวานนี้ขณะเดินออกกำลังกาย เขามีอาการวูบหมดสติไม่รู้สึกตัว นอนนิ่ง ไม่หายใจ คลำชีพจรไม่ได้ ผู้เห็นเหตุการณ์จึงได้แจ้งผู้คุมและเจ้าหน้าที่ จากนั้นพยาบาลแรกรับจึงได้ทำการกู้ชีพ กดนวดหัวใจ (CPR) และใส่ท่อช่วยหายใจ ผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 เป็นลบ


แพทย์ได้ทำการรักษาเพื่อช่วยชีวิตอย่างเต็มความสามารถ แต่ พล.ท. มนัสไม่มีการตอบสนองไม่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และเสียชีวิตในเวลา 19.40 น. แพทย์วินิจฉัยพบว่าเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

พล.ท. มนัส จบโรงเรียนเตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 16 เคยดำรงตำแหน่งระดับผู้บังคับการหลายหน่วยงานของกองทัพบก ก่อนเป็นจำเลยในคดีค้ามนุษย์และฟอกเงิน ซึ่งศาลได้ตัดสินแล้วทั้ง 2 คดี ให้จำคุกเป็นเวลาเวลา 40 ปี และ 82 ปี ตามลำดับ


พล.ต.ต. ปวีณ "รู้สึกได้รับความเป็นธรรมกลับมาครึ่งหนึ่ง"


ขณะที่ พล.ต.ต. ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และอดีตหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา เปิดใจว่า "รู้สึกได้รับความเป็นธรรมกลับมาครึ่งหนึ่ง" หลัง ส.ส. ก้าวไกลเปิดข้อมูลกลางสภาเมื่อ 18 ก.พ. 2565


"วันนี้เป็นวันที่มีความสุขมากที่สุดวันหนึ่ง มันเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่ติดค้างคาอยู่ในใจ ที่สร้างความทุกข์ระทมขมขื่น ทั้งเครียด ทั้งกลัว สะท้อนจิตใจ นับตั้งแต่หลบหนีออกนอกประเทศไทย จนถึงวันนี้ นานถึง 6 ปี 6 เดือน 3 วัน จากการที่ผมปฏิบัติหน้าที่แล้วถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และรัฐบาล รวมถึงผู้มีอำนาจ" เขากล่าว


พล.ต.ต. ปวีณ ปรากฏตัวผ่านระบบวิดีโอออนไลน์ เพื่อพูดกับนายรังสิมันต์ โรม และ น.ส. พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า หนึ่งวันหลังจากนายรังสิมันต์เปิดอภิปรายเรื่องขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาในสภา ทั้งนี้ พล.ต.ต. ปวีณกล่าวยืนยันว่าสิ่งที่ ส.ส. พรรคก้าวไกลพูด "คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง" และ "รู้สึกได้รับความเป็นธรรมกลับมาครึ่งหนึ่ง"

อดีตนายพลตำรวจ ผู้จำต้องลาออกจากราชการ และขอลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ยังเปิดเผยถึงการใช้ชีวิตในต่างแดนโดยระบุตอนหนึ่งว่า "ต้องมาใช้ชีวิตในแบบผู้ลี้ภัยเหมือนคนทั่วไป มาเรียนภาษา แบบคนที่หนีภัยสงคราม เหมือนชาวซีเรีย เลบานอน เหมือนคนอิหร่าน หรือเหมือนคนพม่า เมื่อเรียนแล้วก็ต้องทำงาน หางานเลี้ยงชีพ ผมไม่รู้ตัวมาก่อน ไม่เคยใช้ชีวิตในต่างประเทศ ภาษาผมก็ไม่ได้ ทรัพย์สินก็ไม่มีอะไร"


อดีตหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา กล่าวด้วยว่า หากวันนั้นประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มีนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารทุกระดับที่อยากให้ประเทศไทยเราใสสะอาดจริง ๆ มีความซื่อสัตย์ และมีความกล้าหาญ ให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างเที่ยงตรง เหมือนนานาอารยะประเทศ และปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างสุดทาง ชีวิตราชการของของเขาที่เหลืออีก 3 ปี ประกอบกับความรู้ความสามารถในการสืบสวนสอบสวน และประสบการณ์ส่วนตัว จะสามารถสาวไปถึงปลาตัวใหญ่ได้อีกหลายตัวแน่นอน ส่วนจะใหญ่แค่ไหน ให้ทุกคนไปคิดเอาเอง

ถ้าทำคดีต่อ "ปลาตัวใหญ่ ๆ จะต้องมาอีกเยอะ"


พล.ต.ต. ปวีณ อดีตหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ได้กล่าวถึงการสอบสวนสืบสวนในเวลานั้นในการแถลงข่าวของพรรคก้าวไกลว่า ขบวนการการค้ามนุษย์มีการกระทำผ่านเข้าพรมแดนทั้งทางบกและทางน้ำ จากการสอบสวนทีมงาน ส่วนใหญ่ทั้งหมด ขนย้ายมาทางเรือประมง ซึ่งบางครั้งบรรจุนถึง 500,400,300 คน แล้วแต่ขนาดของเรือ


"การที่ขนคนมาจำนวนมาก ๆ แล้วผ่านเข้ามาอย่างสะดวกสบายมันเป็นไปไม่ได้เลยในทางหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ปกป้องชายแดนของประเทศ เป็นหน่วยงานที่สำคัญที่สุดของประเทศ ถ้าหากหน่วยงานเหล่านี้หละหลวมด้วยความตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ความเสียหายก็จะเกิดแก่ประเทศของเรา"


อดีตหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา บอกว่า ขบวนการนำคนผ่านเข้ามาในไทยปรากฏว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบปล่อยปละละเลย "ซึ่งมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยน คือ ส่วยและผลประโยชน์ เงินที่ต้องจ่าย"


"พอเงินเหล่านี้เข้ามามาก ๆ ก็เลยขนคนได้อย่างสะดวกสบาย ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เป็นอุตสาหกรรมขนคนไปขาย ดังนั้น ผมถึงกล้าพูดได้ว่า ถ้าให้ทำการสอบสวนไป แน่นอนครับ ปลาตัวใหญ่ ๆ จะต้องมาอีกเยอะเลยครับ บางทีทั้งห้องก็ไม่พอใส่"


พล.ต.ต. ปวีณ กล่าวด้วยว่า "เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ไม่ใช่ว่าไม่อยากเปิดเผย ผมได้พูดเปรย ๆ ไปกับพี่น้องสื่อมวลชนหลายสำนัก แต่พอผมพูดไป ไม่มีใครกล้านำไปเขียน ไม่มีใครกล้านำไปเปิดเผย... เมื่อไม่มีผลตอบรับ ไม่กล้านำเสนอ การพูดไปก็ปลิวไปในอากาศ"

Cr.BBCTHAI (https://www.bbc.com/thai/thailand-57342318)

ดาวน์โหลด (1).png

เพื่อให้ทุกท่านสามารถติดตามประเด็นวิเคราะห์เจาะลึกผ่านทาง CLOSE-UP THAILAND เชิญเพิ่มเพื่อนทางไลน์ @closeupthailand