top of page

EGCO Group ชู “พลังงานยืดหยุ่น” รับมือโจทย์ใหญ่ “New Power Trilemma”

1 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

ทุกการเติบโตทางเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยพลังงาน ซึ่งการมีไฟฟ้าที่เพียงพอ มั่นคง มีต้นทุนที่เหมาะสม และยั่งยืน คือหัวใจสำคัญในการดึงดูดการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก


ความท้าทายนี้คือหัวใจสำคัญเบื้องหลังโจทย์ “The New Power Trilemma: Sovereignty, Transition & Competitiveness” ซึ่งเป็นหัวข้อการเสวนาบนเวที Electrification Theatre ในงาน Gastech 2026 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาถึงความท้าทายด้านพลังงานใน 3 มิติใหญ่ ๆ ได้แก่ อธิปไตยทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และความสามารถในการแข่งขัน เชิงเศรษฐกิจ โดยในโอกาสนี้ นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองบนเวทีดังกล่าวในฐานะผู้ประกอบการด้านพลังงานจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ความหลากหลายทางพลังงาน ปัจจัยช่วยลดความเปราะบางของระบบ

จากมุมมองของผู้ผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคอย่าง EGCO Group นายธวัชชัยมองว่า ระบบพลังงานและไฟฟ้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีความยืดหยุ่น แต่ทุกภาคส่วนต่างต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนขึ้นในการรักษาระบบพลังงานให้มั่นคง ควบคู่ไปกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ และตลาดเชื้อเพลิงโลก รวมถึงเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ยังต้องเดินหน้าต่อไป


หากต้องระบุว่ามิติใดของ Power Trilemma ที่มีความท้าทายมากที่สุด นายธวัชชัยมองว่า “อธิปไตยทางพลังงาน” เป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุด เนื่องจากมีความเกี่ยวโยงกันโดยตรงกับอีกสองมิติ ทั้งต้นทุนและความยั่งยืน จึงทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานต้องมุ่งเน้นทั้งสามด้านไปพร้อมกัน

“แนวทางหนึ่งคือ การกระจายแหล่งพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และเพิ่มทางเลือกในการจัดหาเชื้อเพลิง ควบคู่กับการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระดับภูมิภาค และการเร่งนำพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ โดยมีระบบกักเก็บพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัยช่วยเสริมความยืดหยุ่น” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอของ EGCO Group”เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน โดยรักษาความมั่นคงให้แข็งแกร่ง


ในด้านความยั่งยืน EGCO Group ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ภายในปี 2573 ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้า โดยหนึ่งในนั้นคือระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการไฟฟ้าและสนับสนุนการนำพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


บริษัทมีผลสำเร็จในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า Linden Cogen หน่วยที่ 6 ในสหรัฐอเมริกา และบริษัทยังศึกษาแนวทางการลดผลกระทบเพิ่มเติม โดยการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้แอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงผสม (Ammonia co-firing) ที่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จังหวัดระยอง และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (CCS) ในโรงไฟฟ้าขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช


ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงมุมมองที่ว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าแค่การเพิ่มกำลังผลิต เพราะยังต้องคำนึงถึงระบบโดยรวม ให้รองรับแหล่งพลังงานที่หลากหลาย จ่ายไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง และปรับตัวได้เมื่ออุปทานหรือความต้องการเปลี่ยนแปลง


สร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้การลงทุนเกิดขึ้นได้

นายธวัชชัยยังมองอีกว่า ความท้าทายสำคัญของการลงทุนด้านพลังงานในวันนี้ไม่ใช่การหาแหล่งเงินทุน แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน เนื่องจากโครงการด้านพลังงานเป็นสินทรัพย์ระยะยาว การตัดสินใจในปัจจุบันจะมีผลต่อระบบพลังงานไปอีกหลายสิบปี นักลงทุนจึงต้องมั่นใจว่ากติกามีความชัดเจน สร้างความมั่นใจได้เพียงพอตลอดอายุโครงการ


ดังนั้น เงื่อนไขแรกในการดึงดูดนักลงทุนจึงต้องเป็นรากฐานด้านนโยบายที่ชัดเจนและมีความต่อเนื่อง สะท้อนให้นักลงทุนเห็นทิศทางระยะยาว ทั้งด้านความต้องการใช้ไฟฟ้า แนวทางการใช้เทคโนโลยี และเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน


ส่วนเงื่อนไขที่สอง ได้แก่ กลไกตลาดที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความยืดหยุ่น โดยคำนึงถึงความสามารถของโรงไฟฟ้าในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาด บทบาทของระบบกักเก็บพลังงาน และบริการที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของโครงข่าย แทนที่จะจบอยู่เพียงแค่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำที่สุดเท่านั้น


และอีกหนึ่งเงื่อนไข คือ รูปแบบทางการค้าที่เอื้อต่อการลงทุน เช่น สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) กลไกราคาที่โปร่งใส และคู่สัญญาที่มีความน่าเชื่อถือ ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงได้อย่างมั่นใจ และสนับสนุนการระดมเงินทุนมาสนับสนุนโครงการที่เสริมความมั่นคงให้กับระบบพลังงานได้ในทุกมิติ นับตั้งแต่พลังงานหมุนเวียน การปรับปรุงโครงข่าย ไปจนถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับอนาคต


นอกจากนี้ ความพร้อมของอุตสาหกรรมพลังงานยังมีผลต่อการลงทุนในธุรกิจและอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าสูงและธุรกิจ Data Center  ซึ่งต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ โครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม และทางเลือกในการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน โดยความต้องการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางที่ EGCO Group นำมาพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง (ERIE) จากพื้นที่สำหรับภาคอุตสาหกรรม สู่แพลตฟอร์มที่ผสานทำเล ระบบสาธารณูปโภค และโซลูชันด้านพลังงานแบบครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการของทั้งลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และนักลงทุน




เตรียมพร้อมรับมืออนาคต เมื่อความไม่แน่นอนอาจกลายเป็นภาวะปกติ

นายธวัชชัยยังเผยอีกว่า แม้สถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความผันผวนในปัจจุบันบางส่วนอาจคลี่คลายลง แต่ความไม่แน่นอนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมรอบ ๆ อุตสาหกรรมพลังงานไปแล้ว ทั้งจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ สภาพอากาศที่แปรปรวน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของดิจิทัลและ AI


“ในสถานการณ์ใหม่นี้ เราไม่ควรวางแผนรับมือเฉพาะเรื่องราคาพลังงานที่สูงขึ้น หรือเหตุวิกฤตเหตุใดเหตุหนึ่งเท่านั้น” นายธวัชชัยชี้ “เพราะระบบพลังงานจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีได้ ก็ต้องพร้อมรับมือกับอนาคตในหลายรูปแบบให้มากที่สุด”


ดังนั้น โจทย์สำคัญของทั้ง EGCO Group และอุตสาหกรรมพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงอยู่ที่การทำให้ทางเลือกซึ่งจำเป็นต่อความมั่นคงและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบ ในสภาพแวดล้อมและกลไกของตลาดที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถสร้างระบบพลังงานและไฟฟ้าที่ยืดหยุ่น ยั่งยืน และเสริมศักยภาพการแข่งขันสำหรับอนาคต

ความคิดเห็น


ดาวน์โหลด (1).png

เพื่อให้ทุกท่านสามารถติดตามประเด็นวิเคราะห์เจาะลึกผ่านทาง CLOSE-UP THAILAND เชิญเพิ่มเพื่อนทางไลน์ @closeupthailand

bottom of page