top of page

{Saturday Analysis}::ประเทศไทยไม่ต้องรออัศวินขี่ม้าขาว แต่ต้องการคนธรรมดาที่กล้าเริ่ม!!!

50 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

โดยดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ นักคิด นักยุทธศาสตร์คนสำคัญของไทยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เขียนบทความเรื่อง "ประเทศไทยไม่ต้องรออัศวินขี่ม้าขาว แต่ต้องการคนธรรมดาที่กล้าเริ่ม!!!"

กองบรรณาธิการCLOSE-UP THAILAND เห็นว่ามีคุณค่าจึงนำมาเผยแพร่ต่อลองไปติดตาม


ประเทศไทยไม่ต้องรออัศวินขี่ม้าขาว แต่ต้องการคนธรรมดาที่กล้าเริ่ม!!!


"เราวิพากษ์การเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ ระบบราชการที่ตอบโจทย์ช้า เศรษฐกิจที่เติบโตยาก ความเหลื่อมล้ำที่ฝังลึก และอนาคตที่คนรุ่นใหม่มองไม่เห็นทางออก..!!!!."


เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2569 ระหว่างบรรยายในหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69 ผมได้รับคำถามที่ยังค้างอยู่ในใจ: “ทำไมประเทศไทยจึงเปลี่ยนได้ยาก ทั้งที่เราแทบทุกคนเห็นปัญหา และรู้ว่าประเทศควรมุ่งไปทางไหน?”


คำถามนั้นทำให้ผมตระหนักว่า โจทย์ที่แท้จริงของเราอาจไม่ใช่ “ใครจะมาเปลี่ยนประเทศ” แต่คือ เราจะสร้างเงื่อนไขให้คนที่อยากทำสิ่งที่ถูกต้อง กล้าลุกขึ้นมา ร่วมมือกัน และเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างไร


~ โลกป่วน ไทยป่วย

ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนที่มองเห็นปัญหา

เราวิพากษ์การเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ ระบบราชการที่ตอบโจทย์ช้า เศรษฐกิจที่เติบโตยาก ความเหลื่อมล้ำที่ฝังลึก และอนาคตที่คนรุ่นใหม่มองไม่เห็นทางออกชัดเจน ยิ่งโลกภายนอกปั่นป่วน ความเปราะบางภายในก็ยิ่งเด่นชัด


ทุกวันเราถามว่า ใครจะมาแก้ปัญหา เมื่อไรจะมีผู้นำที่ดีพอ แต่คำถามที่สำคัญกว่าอาจคือ: ทำไมเราจึงปล่อยให้ประเทศเป็นเช่นนี้ ทั้งที่เราเห็นปัญหา และทำไมคนที่อยากเปลี่ยนประเทศจึงยังไม่สามารถรวมพลังกันได้?


~ เรียนจากคานธี: กล้าทดลอง ไม่ต้องรอสมบูรณ์แบบ

คานธีตั้งชื่ออัตชีวประวัติว่า “The Story of My Experiments with Truth” — เรื่องราวการทดลองของข้าพเจ้ากับความจริง

คำว่า “ทดลอง” คือหัวใจของวิธีคิดของเขา

คานธีไม่ได้รอให้ตนเองสมบูรณ์แบบก่อนจะเริ่มเปลี่ยนสังคม เขาเคยกลัว เคยผิดพลาด เคยขัดแย้งกับตัวเอง แต่เขาใช้การลงมือทำเป็นเครื่องมือเรียนรู้และปรับตัวไปพร้อมกัน

บทเรียนแรกของประเทศไทยจึงคือ: เราไม่ต้องรอคนสมบูรณ์แบบมาเปลี่ยนประเทศ แต่ต้องสร้างสังคมที่คนธรรมดากล้าทดลองทำสิ่งที่ถูกต้อง และกล้าเรียนรู้จากความผิดพลาด


~ การบอกให้ “เป็นคนดี” ยังไม่พอ

เรามักได้ยินว่า อยากเปลี่ยนประเทศต้องเริ่มจากเปลี่ยนตัวเอง

ประโยคนี้ถูก แต่ไม่เพียงพอ

เพราะในระบบที่กติกาบิดเบี้ยว อำนาจกระจุกตัว และเครือข่ายอุปถัมภ์แข็งแรง การเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องมักมีต้นทุนสูง: คนที่ปฏิเสธการทุจริตอาจเสียโอกาส คนที่ไม่ใช้เส้นสายอาจเสียเปรียบ และข้าราชการที่กล้าทักท้วงคำสั่งที่ไม่ชอบธรรมอาจต้องแลกด้วยอนาคตของตัวเอง

เราจึงต้องเปลี่ยนคำถาม

จาก “ทำอย่างไรให้ประเทศมีคนดีมากขึ้น?”

เป็น “ทำอย่างไรให้คนที่เลือกทำดี ไม่ต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่เสมอ?”

ประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียง Good People แต่ต้องการ Good Systems — ระบบที่ทำให้ความดี ความเก่ง และความกล้าหาญ เติบโตได้จริง


~ จากความกล้าของคนเดียว สู่พลังของสังคม

แก่นของคานธีคือ Satyagraha — พลังแห่งการยึดมั่นในความจริง

มันไม่ใช่การยอมจำนนต่อความอยุติธรรม แต่คือการต่อสู้อย่างหนักแน่น โดยไม่ยอมให้ความเกลียดชังกำหนดวิธีการของเรา

คานธีรู้ว่า ความกล้าของคนเดียวไม่พอเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ เขาจึงสร้างขบวนการ วินัยร่วม และเครือข่าย เพื่อเปลี่ยนการต่อต้านที่กระจัดกระจายให้เป็นพลังทางสังคม

ประเทศไทยก็เช่นกัน เราไม่ควรฝากความหวังไว้กับข้าราชการน้ำดีไม่กี่คน หรือพลเมืองกล้าหาญเพียงกลุ่มเล็ก แต่ต้องสร้างระบบที่:

• คุ้มครองผู้กล้าเปิดเผยความจริง

• ให้รางวัลกับผลงานมากกว่าความสัมพันธ์

• เปิดพื้นที่ให้ผู้เห็นต่างทักท้วงอำนาจได้อย่างปลอดภัย

• ทำให้การยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่การต่อสู้เพียงลำพัง

ความกล้าหาญจะเปลี่ยนประเทศได้ ก็ต่อเมื่อเราออกแบบระบบให้ความกล้าหาญแพร่กระจาย ไม่ใช่ถูกลงโทษ


~ จาก Culture of Complaint สู่ Culture of Capability

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลิกบ่น เพราะการวิพากษ์คือสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง

แต่ถ้าความไม่พอใจไม่ถูกเปลี่ยนเป็นความสามารถในการแก้ปัญหา มันจะค่อย ๆ กลายเป็นความเหนื่อยล้า ความสิ้นหวัง และการยอมจำนนต่อสภาพเดิม

เราจึงต้องก้าวจาก Culture of Complaint ไปสู่ Culture of Capability

จากสังคมที่เก่งในการชี้ว่าอะไรผิด ไปสู่สังคมที่มีความสามารถร่วมกันทำให้สิ่งที่ถูกต้องเกิดขึ้นจริง

ประเทศที่เข้มแข็งไม่ใช่ประเทศที่มีคนเก่งไม่กี่คนคอยแก้ปัญหาให้ทุกคน แต่คือประเทศที่คนจำนวนมากมีพลังและพื้นที่ให้ร่วมกันแก้ปัญหาได้


~ สมการใหม่ของการเปลี่ยนประเทศ

หากเปลี่ยนตัวเองโดยไม่เปลี่ยนระบบ คนดีจะต้องเหนื่อยอยู่ในระบบที่ผิด

หากเปลี่ยนระบบโดยไม่เปลี่ยนคน ระบบใหม่ก็จะถูกครอบงำด้วยพฤติกรรมเดิม

เราจึงต้องเดินไปพร้อมกันในสามแนวทาง:

System Transformation × Self-Transformation × Collective Capability

• System Transformation: เปลี่ยนกติกา โครงสร้างอำนาจ และแรงจูงใจ ให้การทำดีง่ายขึ้น และการทำผิดต้องมีต้นทุน

• Self-Transformation: เปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมของตนเอง เลิกเรียกร้องสิ่งที่เราไม่พร้อมลงมือปฏิบัติ

• Collective Capability: สร้างเครือข่าย พันธมิตร และกลไกคุ้มครอง เพื่อเปลี่ยนความกล้าของคนไม่กี่คนให้เป็นพลังร่วมของสังคม

ทั้งสามต้องเกิดพร้อมกัน เพราะคนดีที่ไม่มีระบบคุ้มครองจะหมดแรง ระบบดีที่ไม่มีคนกล้าใช้จะไร้ความหมาย และความร่วมมือที่ไม่เปลี่ยนกติกาก็เป็นเพียงการช่วยกันแบกรับระบบเดิม


~ The 90-Day Experiment: เริ่มจากวันนี้

เราไม่ต้องรอให้การปฏิรูปทั้งประเทศสำเร็จ ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในมือของเรา

ตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า: ถ้ามีเวลาเพียง 90 วัน เราจะทดลองเปลี่ยนอะไร เพื่อลดต้นทุนของการทำสิ่งที่ถูกต้อง และทำให้คนอื่นกล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงร่วมกับเรา?

• ข้าราชการอาจเริ่มจากแก้ปัญหาหนึ่งเรื่องที่ประชาชนติดขัด แล้วออกแบบให้เพื่อนร่วมงานนำไปใช้ต่อได้

• นักธุรกิจอาจสร้างระบบที่ให้รางวัลกับความสามารถ ไม่ใช่ความสัมพันธ์

• ครูอาจเปลี่ยนห้องเรียนหนึ่งห้องให้เด็กกล้าคิด กล้าถาม และกล้าแก้ปัญหาจริง

• ผู้นำองค์กรอาจสร้างพื้นที่ที่คนกล้าพูดความจริงโดยไม่ต้องกลัวเสียอนาคต

• ประชาชนอาจรวมตัวแก้ปัญหาหนึ่งเรื่องในชุมชน แทนการรอให้หน่วยงานเข้ามาจัดการ

การทดลองเหล่านี้อาจดูเล็ก แต่คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ขนาดของกิจกรรม หากอยู่ที่การพิสูจน์ว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่าเปลี่ยนไม่ได้ เริ่มเปลี่ยนได้จริง

จากหนึ่งคน สู่หนึ่งทีม

จากหนึ่งทีม สู่หนึ่งองค์กร

จากหนึ่งองค์กร สู่เครือข่ายที่เปลี่ยนกติกาของระบบได้


~ คำถามสุดท้าย

ประเทศไทยไม่ใช่สิ่งที่เราต้องรอให้ใครมาเปลี่ยน แต่เป็นสิ่งที่เราต้องร่วมกันออกแบบ

“โลกป่วน” เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ “ไทยป่วย” ไม่ใช่ชะตากรรมที่เราต้องยอมรับ

เรามีสิทธิเรียกร้องรัฐบาลให้รับผิดชอบ ตรวจสอบผู้มีอำนาจ และวิพากษ์ระบบที่ไม่เป็นธรรม แต่เราก็ต้องกล้าถามตัวเองว่า

“วันนี้เรากำลังทำอะไร เพื่อให้ระบบที่ดีกว่าเกิดขึ้นได้จริง?”

คานธีไม่ได้ทิ้งบทเรียนให้เรารอวีรบุรุษคนใหม่ เขาทิ้งวิธีคิดที่ทรงพลังกว่านั้น:

“เปลี่ยนความเชื่อให้เป็นการทดลอง เปลี่ยนความกล้าหาญให้เป็นพลังร่วม และเปลี่ยนความจริงให้เป็นพลังเปลี่ยนสังคม”

การทดลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย จึงไม่ใช่การรอคนดีขึ้นมามีอำนาจ

แต่คือการสร้างประเทศที่:

• คนดีไม่ต้องจ่ายราคาแพงเกินไปเพื่อทำสิ่งที่ถูกต้อง

• คนเก่งไม่ต้องพึ่งเส้นสายเพื่อสร้างผลงาน

• คนธรรมดามีพื้นที่เพียงพอที่จะร่วมออกแบบอนาคตของตนเอง

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเลิกฝากอนาคตไว้กับอัศวินขี่ม้าขาว

และเริ่มสร้างเงื่อนไขให้คนธรรมดาจำนวนมาก ร่วมกันทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้

เพราะคำถามที่สำคัญที่สุดไม่ใช่อีกต่อไปว่า:

“ใครจะมาเปลี่ยนประเทศไทย?”

แต่คือ “เราจะร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ทุกคนมีพลังในการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร?”

The greatest experiment is not to find a hero who can change the nation, but to build a nation where ordinary people can become agents of change.


ความคิดเห็น


ดาวน์โหลด (1).png

เพื่อให้ทุกท่านสามารถติดตามประเด็นวิเคราะห์เจาะลึกผ่านทาง CLOSE-UP THAILAND เชิญเพิ่มเพื่อนทางไลน์ @closeupthailand

bottom of page