SME D Bank เผยดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอี Q1/69 ร่วงแรง!เหตุกังวลวิกฤตค่าพลังงานพุ่ง กางแผนช่วยสุดตัว สอดรับนโยบายรัฐ จัดสินเชื่อดอกต่ำ หนุนลดต้นทุน เปลี่ยนใช้พลังงานสะอาด
- 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที
ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศประจำไตรมาส 1/2569 พบปรับลดลงอย่างรุนแรง เหลือระดับ 50.2 จากไตรมาส 4/68 ที่ระดับ 68.9 เหตุกังวลราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น กระทบคำสั่งซื้อและการดำเนินธุรกิจ ประกาศแผนช่วยเหลือเต็มกำลัง

SME D Bank เปิดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ประจำไตรมาส 1/2569 พบปรับลดลงอย่างรุนแรง เหลือระดับ 50.2 จากไตรมาส 4/68 ที่อยู่ระดับ 68.9 เหตุกังวลราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น กระทบคำสั่งซื้อและการดำเนินธุรกิจ ประกาศแผนช่วยเหลือเต็มกำลัง สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล จัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% ต่อปี วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ช่วยลดภาระต้นทุนธุรกิจ พร้อมส่งเสริมปรับเปลี่ยนใช้พลังงานสะอาด เสริมศักยภาพแข่งขัน และสร้างการเติบโตยั่งยืนในระยะยาว ขณะเดียวกัน ออกมาตรการลดการใช้พลังงานภายในองค์กร
นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า SME D Bank โดย “ศูนย์วิจัยและข้อมูล ธพว.” ร่วมกับ สำนักวิจัยเศรษฐกิจและประเมินผล บริษัท เอ็กเซลเลนท์ บิสเนส แมเนจเม้นท์ จำกัด ทำการสำรวจ “ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อเศรษฐกิจและธุรกิจ ในไตรมาสที่ 1/2569 และคาดการณ์อนาคต” จากกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกประเภทอุตสาหกรรม จำนวน 400 ตัวอย่าง พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประจำไตรมาส 1/69 อยู่ที่ระดับ 50.2 ลดลงจากไตรมาส 4/68 ที่อยู่ระดับ 68.9 เนื่องจากมีความกังวลต่อระดับราคาน้ำมันในประเทศที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลเชิงลบด้านต้นทุนการประกอบการ เช่น วัตถุดิบ ค่าขนส่งการดำเนินงาน รวมถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อ/บริการ ผลประกอบการที่ปรับลดลง และการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว
จากที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งหมด กังวลต้นทุนการประกอบการจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงให้ความสำคัญกับการจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบและเพิ่มประสิทธิภาพไปพร้อมกับการปรับกลยุทธ์การตลาด เพื่อรักษาระดับคำสั่งซื้อให้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา


ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามขนาดธุรกิจ พบว่า กลุ่มวิสาหกิจรายย่อย (Micro) และกลุ่มวิสาหกิจรายย่อม (Small) มีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจ ลดลงมากกว่ากลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง (Medium) โดยลงมาที่ระดับ 44.4, 49.7 และ 60.3 ตามลำดับ จากไตรมาสที่แล้ว เคยอยู่ระดับ 70.3 , 61.3 และ 84.2 ตามลำดับ สะท้อนว่า กิจการขนาดเล็กมีความเปราะบางกว่ากิจการขนาดใหญ่
ขณะที่ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า หรือไตรมาส 2/69 ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีความต้องการสินเชื่อ 66.2% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 93.7% เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่รอดูสถานการณ์ของสงคราม และนโยบายภาครัฐหลังการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ความต้องการสินเชื่อของเอสเอ็มอีกว่า 62.2% ยังเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อประคองสภาพคล่องและรับมือกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเป็นหลัก
นายพิชิต กล่าวว่า จากสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น SME D Bank ในฐานะธนาคารเพื่อเอสเอ็มอีไทย ได้จัดเตรียมแผนช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัวก้าวข้ามวิกฤต ด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนธุรกิจระยะยาว รวมถึง เสริมศักยภาพการแข่งขันสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพาเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ได้แก่ “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด, “สินเชื่อ Beyondติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และ “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท มุ่งสนับสนุนเอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ควบคู่กับการสนับสนุนด้านการพัฒนา เพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอีปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว ผ่านกิจกรรมพัฒนาครบวงจร ทั้ง Online ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) ช่วยเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และบริการต่าง ๆ ได้สะดวก ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และกิจกรรม Onsite ตลอดปี 2569
นอกจากนั้น ภายในองค์กร SME D Bank ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล ในการลดการใช้พลังงาน กำหนดมาตรการ ลดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในสำนักงานใหญ่และทุกสาขาทั่วประเทศ เช่น 1. ปิดไฟในพื้นที่ที่ไม่ใช้งาน ปลดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อเลิกใช้งาน และตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไม่ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส 2. ส่งเสริมการแต่งกาย สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ 3. ปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย (Work From Home) ตามความเหมาะสม โดยไม่กระทบต่อการให้บริการลูกค้า และ 4. ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงในการใช้รถยนต์ เช่น รณรงค์ให้พนักงานขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม ใช้รถร่วมกัน หรือ Car Pool และวางแผนการเดินทาง นอกจากนั้น ในช่วงนี้ งดการเดินทางไปศึกษาดูงานหรืออบรมในต่างประเทศ เป็นต้น







.png)
ความคิดเห็น