top of page

การรถไฟฯ ลงนามสัญญาว่าจ้าง “อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง” ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย คนที่ 21 มุ่งเร่งรัดฟื้นฟูกิจการ ยกระดับการบริการ และขับเคลื่อนระบบรางไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

  • 14 นาทีที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

​วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ณ ห้องคณะกรรมการรถไฟฯ ชั้น 2 ตึกบัญชาการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้จัดพิธีลงนามสัญญาว่าจ้างผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล

ประธานกรรมการรถไฟฯ เป็นผู้ลงนามในสัญญาว่าจ้างนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย คนที่ 21 อย่างเป็นทางการ ภายหลังได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

​ในโอกาสนี้ นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ประธานกรรมการรถไฟฯ ได้กล่าวแสดงความยินดี พร้อมมอบนโยบายการบริหารงาน โดยเน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนองค์กรให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบรางของประเทศ การยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชน การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตลอดจนการบริหารจัดการองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

​ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตนพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่าง

เต็มกำลังความสามารถ โดยจะนำเอาองค์ความรู้ ประสบการณ์ ตลอดจนความเข้าใจในบริบทและโครงสร้างขององค์กรในทุกมิติ ที่ได้สั่งสมมาตลอดระยะเวลาการทำงาน เพื่อขับเคลื่อนภารกิจต่าง ๆ ให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทันท่วงที รวมทั้ง ผลักดันนโยบายตามที่กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายในการพัฒนาให้การรถไฟฯ เป็นองค์กรขนส่งทางรางที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

​สำหรับทิศทางและแนวทางการฟื้นฟูกิจการหลังจากนี้ จะมุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพการบริการ

ในทุกมิติ โดยเร่งปรับกรอบอัตรากำลังและเสริมบุคลากรฝ่ายปฏิบัติการให้เพียงพอ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและลดภาระค่าใช้จ่ายล่วงเวลาลงอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการเร่งรัดจัดหาและปรับปรุงรถจักร ล้อเลื่อน และตู้โดยสารใหม่ที่เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับการเปิดใช้งานรถไฟทางคู่และเส้นทางสายใหม่

​นอกจากนี้ การรถไฟฯ จะเร่งขยายขีดความสามารถในการรองรับปริมาณการขนส่งที่จะเติบโตขึ้นในอนาคต ผ่านการบูรณาการโครงข่ายรถไฟทางคู่และสายใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมมุ่งพัฒนารูปแบบ

การบริการใหม่ๆ เพื่อสร้างรายได้และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมเดินรถในรูปแบบ Platform Provider ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมการรถไฟฯ สู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงของภูมิภาค

ส่วนด้านบริหารจัดการทรัพย์สินของการรถไฟฯ จะดำเนินงานผ่านบริษัทลูก คือ บริษัท เอสอาร์ที

แอสเสท จำกัด (SRT ASSET) ในการนำที่ดินที่มีอยู่ มาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างรายได้ขับเคลื่อนองค์กรต่อไป

​"ภายใต้ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 การรถไฟฯ มีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะก้าวไปสู่บทบาทผู้บริหารโครงสร้างพื้นฐานระบบรางและแพลตฟอร์มการเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการ และเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตเชิงปริมาณไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้โครงข่ายทางรางและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณภาครัฐในระยะยาว ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ตลอดจนยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบราง" นายอนันต์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

​ปัจจุบัน การรถไฟฯ มีจุดเด่นสำคัญด้วยเส้นทางที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 47 จังหวัดทั่วประเทศ

เป็นการเดินทางที่ปลอดภัย สะดวกสบาย และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมากเมื่อเทียบกับการขนส่งทางถนน ซึ่งด้วยองค์ความรู้ ประสบการณ์ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การรถไฟฯ จะสามารถวางรากฐานการพัฒนาและขับเคลื่อนระบบรางไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

 
 
 

ความคิดเห็น


ดาวน์โหลด (1).png

เพื่อให้ทุกท่านสามารถติดตามประเด็นวิเคราะห์เจาะลึกผ่านทาง CLOSE-UP THAILAND เชิญเพิ่มเพื่อนทางไลน์ @closeupthailand

bottom of page