top of page

"รองปลัดเซมเบ้"กางตำราโค้ชชิ่ง "นักบริหารระดับกลางมหาดไทยรุ่น34"ฝึกคิดเชิงยุทธศาสตร์-เน้นแก้ปัญหาเป็น"

  • 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

“ผู้บริหารภาครัฐต้องเข้าใจทั้งการทำงานตามอำนาจหน้าที่ (Function) การทำงานเชิงพื้นที่ (Area) และการขับเคลื่อนงานเชิง นโยบาย (Agenda) 

โดยต้องมองให้เห็นโจทย์และความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำไปกำหนดแนวทางการทำงานที่ตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างตรงจุดและเกิดผลเป็นรูปธรรม"


รองปลัดมหาดไทย “นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” โค้ชชิ่ง “นักบริหารระดับกลางมหาดไทย รุ่น 34” ย้ำบทบาทการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง “คิดเชิงยุทธศาสตร์ แก้ปัญหาเป็น” พร้อมนำนโยบายสู่การปฏิบัติควบคู่ “สื่อสารกับประชาชนให้เกิดความเข้าใจ” เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชนอย่างยั่งยืน

วันที่8 ก.ค. 69 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมอัษฎางค์ อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร เป็นประธานเปิดโครงการศึกษาอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับกลางของกระทรวงมหาดไทย (บ.มท.) รุ่นที่ 34 ประจำปี 2569 โดยมี นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการปกครอง นายอัธยา นวลอุทัย นางสาวกาญจน์ชนิษฐา เอกแสงศรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวรวุฒิ หลายพูนสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน นายพรรณรบ เตชะมงคลาภิวัฒน์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายจักรพันธ์ รัตนเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ พร้อมด้วยผู้อำนวยการกอง สำนัก ศูนย์ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการกลุ่มงาน และผู้เข้ารับการศึกษาอบรมเข้าร่วม

นายนิรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมและพัฒนาข้าราชการให้ก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นักบริหารระดับกลาง” ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการเป็น “โซ่ข้อกลาง” เชื่อมโยงวิสัยทัศน์และนโยบายของผู้บริหารระดับสูงไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสำนึก และมีสมรรถนะที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ซึ่งนักบริหารระดับกลางในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องมีบทบาทสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Leader) ที่มีวิสัยทัศน์ มองเห็นทิศทางในอนาคตอย่างชัดเจน สามารถสร้างความเข้าใจและแรงบันดาลใจให้แก่บุคลากรในหน่วยงาน รับมือกับความท้าทายและเปลี่ยนความเห็นต่างให้เป็นพลังบวก พร้อมสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพและเปิดกว้างต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ 2. การเป็นนักยุทธศาสตร์ (Strategist) ที่มีความคิดเชิงวิเคราะห์ มองภาพรวมขององค์กรในลักษณะองค์รวม (Holistic) เข้าใจความเชื่อมโยงของทุกภาคส่วน พร้อมปรับเปลี่ยนแผนงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และบริหารจัดการทรัพยากรทั้งด้านงบประมาณ เวลา และบุคลากรให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด รวมถึง 3. การเป็นนักแก้ปัญหา (Problem Solver) ที่พร้อมเผชิญและจัดการกับปัญหาในทุกสถานการณ์ สามารถแก้ไขปัญหาหรือวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำอีก

ผู้บริหารภาครัฐต้องเข้าใจทั้งการทำงานตามอำนาจหน้าที่ (Function) การทำงานเชิงพื้นที่ (Area) และการขับเคลื่อนงานเชิง นโยบาย (Agenda) โดยต้องมองให้เห็นโจทย์และความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำไปกำหนดแนวทางการทำงานที่ตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างตรงจุดและเกิดผลเป็นรูปธรรมให้กับประชาชน พร้อมยึดหลักการทำงาน “ไม่เบียดเบียนประชาชน ไม่ปกป้องคนผิด” และนำประสบการณ์จากการแก้ไขปัญหาอุทกภัย รวมถึงการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นบทเรียนในการบริหารราชการเพื่อประโยชน์ของประชาชน” นายนิรัตน์ กล่าว

"ขอฝากผู้เข้ารับการศึกษาอบรมทุกท่านใช้โอกาสนี้ในการศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ตลอดจนนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการ โดยสิ่งสำคัญคือ “การสื่อสารกับประชาชนให้เกิดความเข้าใจ” แจ้งข้อมูลอย่างรอบคอบ อธิบายเพื่อคลายความกังวล และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเห็นว่าทุกปัญหามีทางออก เพราะ ‘คนมหาดไทยต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน’ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนตามเจตนารมณ์ ‘บำบัดทุกข์ บำรุงสุข’ สืบไป"เขาย้ำ


 
 
 
ดาวน์โหลด (1).png

เพื่อให้ทุกท่านสามารถติดตามประเด็นวิเคราะห์เจาะลึกผ่านทาง CLOSE-UP THAILAND เชิญเพิ่มเพื่อนทางไลน์ @closeupthailand

bottom of page