top of page

หอการค้าฯ ร่วมวงถก กรอ. นัดแรก "พจน์"ย้ำข้อเสนอ4 ด้านขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

  • 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรี คุณอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน ณ ห้องประชุมตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

ก่อนหน้านี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งการเจรจาการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะกับสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงข้อเสนอจากหอการค้าภูมิภาคทั้ง 5 ภาค ซึ่งสะท้อนเสียงของผู้ประกอบการทั่วประเทศอย่างครบถ้วน

ข้อเสนอของภาคเอกชนทั้งหมดถูกรวบรวมและจัดกลุ่มเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่

1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ เร่งรัดการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมพลังงานสะอาด ผลักดัน AI และดึงดูด Data Center เข้าประเทศ

2. การส่งเสริม SMEs การค้า และเศรษฐกิจชุมชน เร่งเจรจา FTA คุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ยกระดับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

3. การพัฒนาคนและนวัตกรรม Upskill/Reskill แรงงาน ดึงผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ปฏิรูประบบการศึกษาให้ตอบโจทย์ยุค AI

4. การอำนวยความสะดวกภาครัฐ ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความโปร่งใส ปรับกระบวนการอนุมัติให้รวดเร็วและเป็นดิจิทัลมากขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้นำเสนอผลการจัดอันดับ IMD ปี 2569 โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจาก IMD อยู่ที่ อันดับ 26 ดีขึ้น 4 อันดับ จากปีก่อน และยังคงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังมีสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขคือด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจที่ปรับลดลง โดยเฉพาะการค้าระหว่างประเทศและการจ้างงาน รวมถึงจุดอ่อนด้านเทคโนโลยีและทุนมนุษย์ที่ต้องเร่งยกระดับ

ขณะเดียวกัน เวียดนามเพิ่งเข้ารับการจัดอันดับเป็นครั้งแรกในอันดับที่ 27 ตามหลังเราเพียงอันดับเดียว นี่คือสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม การแข่งขันในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน

สำหรับทิศทางการขับเคลื่อน กรอ.

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ใน 4 เสาหลัก ได้แก่

1. New Investment Engine — ดึงการลงทุนใหม่ ทั้ง AI Hub, Financial Hub, Green Hub และ Smart Automotive Hub

2. Trade & Services Engine — ยกระดับการท่องเที่ยว เกษตร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่ระดับโลก

3. Human Capital Engine — พัฒนาคน วิจัย นวัตกรรม และ Startup ให้พร้อมแข่งขัน

4. Government Effectiveness Engine — ปฏิรูประบบราชการ ลดกฎระเบียบ เพิ่มความโปร่งใส

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการ 4 ชุด เพื่อขับเคลื่อนงานในแต่ละด้านอย่างจริงจัง พร้อมรายงานความก้าวหน้าต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน

ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มกำลัง ภายใต้ความร่ววมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่จะเดินไปพร้อมกันด้วยเป้าหมายร่วม มีแผนที่ชัดเจน และวัดผลได้จริง ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวข้ามความท้าทายและสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนได้


ด้านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้นำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชน 3 เวทีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เข้าสู่กลไก กรอ. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอทั้งหมดถูกจัดกลุ่มเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 2. การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน 3. การพัฒนาคนและนวัตกรรม 4. การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

โดยเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนให้มีการแก้ปัญหาระยะสั้น ปลดล็อคเชิงระบบ ยกระดับศักยภาพระยะยาว  ซึ่งนโยบาย Reinvent Thailand ที่มุ่งยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีผู้ประกอบการรวมกว่า 273,000 ราย จ้างงาน 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 66% ของรายได้รวมทุกภาคธุรกิจ โดยผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ธุรกิจแห่งอนาคต เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าร้อยละ 3 และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก โดยยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดเป้าหมายและกรอบประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ พร้อมกำหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ (OKR) และตัวชี้วัดที่ชัดเจน

“การประชุมในวันนี้ ได้กำหนดทิศทางและกลไกการขับเคลื่อนที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการมอบหมายภารกิจให้คณะอนุกรรมการ ทั้ง 4 ด้าน รับผิดชอบการผลักดันประเด็นสำคัญ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จากนี้ไปความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขอให้คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ด้าน ร่วมกัน ขับเคลื่อนภารกิจที่ได้รับมอบหมาย กำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไป“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพันาไปสู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจน และมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญประเด็นการขับเคลื่อนทั้งระยะเร่งด่วน (Quick Big Win) และ Big Win ระยะสั้น กลาง และยาว การกำหนดเป้าหมาย (Targets) และตัวชี้วัด (Measurable Indicator) พร้อมทั้งแผนการดำเนินงาน และให้รายงานต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน ดังนี้1. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ2. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ3. คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ4. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ

“หากได้ข้อสรุปจากคณะอนุกรรมการต่างๆ และเสนอใน กรอ. จะได้เดินหน้าการทำงานได้อย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือน short cut ให้การทำงานได้รวดเร็วขึ้น โดยมติที่เกิดจากการประชุมในวันนี้เกิดจากโอกาสที่เราพบกันก่อนหน้านี้ ซึ่งจากการที่ไทยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขัน ซึ่งหากยังคง speed นี้ยังคงใช้เวลาอีกนาน แต่รัฐบาลจะพยายามเดินหน้าให้ดีที่สุด ด้วยสิ่งที่เราจะเปลี่ยนจากนี้ไป ความหวังก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม รัฐบาลไม่ได้หยุดนิ่ง ได้เห็นว่าไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนานาประเทศ” นายกรัฐมนตรีกล่าว



ความคิดเห็น


ดาวน์โหลด (1).png

เพื่อให้ทุกท่านสามารถติดตามประเด็นวิเคราะห์เจาะลึกผ่านทาง CLOSE-UP THAILAND เชิญเพิ่มเพื่อนทางไลน์ @closeupthailand

bottom of page