"อนุสรณ์"เสนอปรับลดงบกลาง งบกระทรวงดีอี เสนอคณะรัฐมนตรีนำไปเพิ่มงบการศึกษาวิจัย สาธารณสุข ต้องเดินหน้าปฏิรูประบบการเงินการคลังด้านสุขภาพและการคุ้มครองทางสังคม
- 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที
เสี่ยงมีปัญหาสภาพคล่อง ขาดแคลนผู้ดูแลผู้ป่วยสูงวัย
โรงพยาบาลของรัฐจำนวนไม่น้อยประสบภาวะขาดทุน ขาดสภาพคล่อง อัตราการพึ่งพิงวัยชราพุ่งสูง กระทบรายได้ภาษีลดลง ภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้น

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันร่วม 10 ปี งบกลางได้รับการจัดสรรโดยเฉลี่ยสูงสุดถึง 610,677 ล้านบาทหรือคิดเป็นประมาณ 18% ของงประมาณ ในปีงบประมาณปี 70 นี้งบกลางเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 693,880 ล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลหลายรัฐบาลได้อนุมัตินำงบกลางไปใช้กับโครงการตามนโยบายของรัฐบาล เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เป็นต้น
นอกจากนี้ยังนำไปใช้จ่ายภายใต้ภารกิจประจำที่ควรมีการกำหนดงบรายจ่ายไว้ล่วงหน้าได้ ในปี งบประมาณ พ.ศ. 2570 มีรายการตั้งใหม่ 1 รายการ เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อรองรับผลกระทบวิกฤติพลังงาน 12,000 ล้านบาท จึงขอเสนอให้ปรับงบกลางลงมา 10% จะได้เม็ดเงิน 69,388 ล้านบาท บวกกับ การปรับลดในโครงการที่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนและไม่ใช่เรื่องจำเป็นในกระทรวงดีอีลงมา 15% คิดเป็น 830 ล้านบาท เสนอให้ คณะรัฐมนตรี นำเม็ดเงินจาก งบกลาง และ กระทรวงดีอี ทำเป็นงบประมาณรายจ่ายรายการใหม่ เพิ่มให้กับงบด้านการศึกษาและวิจัย งบทางด้านสาธารณสุข รัฐบาลต้องเดินหน้าปฏิรูประบบการเงินการคลังด้านสุขภาพและการคุ้มครองทางสังคมอย่างจริงจัง เนื่องจากมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นที่กองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติอาจเผชิญปัญหาสภาพคล่องในอนาคต หากรัฐบาลไม่จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ ภาระค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4.5% ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสูงกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
หากไม่เกลี่ยงบประมาณให้กับระบบสาธารณสุขให้เพียงพอ อาจกระทบต่อการให้บริการทางการแพทย์ บุคลากรไม่เพียงพอต่อการให้บริการ ต้องรอคิวรักษานาน การเข้าถึงการรักษาพยาบาลแย่ลง และ คุณภาพการรักษาพยาบาลที่อาจลดลงได้ ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้การบริหารจัดการงบประมาณและข้อมูลทางด้านสุขภาพมีการบูรณาการมากขึ้น ต้องให้ความสำคัญต่อการป้องกันส่งเสริมสุขภาพมากขึ้น แม้นมีความพยายามในการจัดสรรงบประมาณอย่างประสิทธิภาพตามจำนวนประชากร โดยนำกลุ่มอายุมาปรับอัตราเหมาจ่ายระดับจังหวัดให้มีความเหมาะสมตามโครงสร้างประชากรในแต่ละจังหวัด แต่งบประมาณปี 2570 ที่จัดสรรให้นั้นน้อยกว่า คำของบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาก งบประมาณค่าบริการทางการแพทย์ประเภทผู้ป่วยนอกที่ได้รับการจัดสรรอยู่ที่ 72,748 ล้านบาท (อัตราต่อหัวประชากรอยู่ที่ 1,542 บาท) โดยที่หน่วยงานขอไป 90,713 ล้านบาท (อัตราต่อหัวประชากรอยู่ที่ 1,923 บาท) โรงพยาบาลของรัฐจำนวนไม่น้อยประสบภาวะขาดทุน ขาดสภาพคล่อง โดยผลการศึกษาชี้ว่าโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขกว่า 600 แห่งมีแนวโน้มสถานะการเงินติดลบ และโรงพยาบาลกว่า 62 แห่งขาดทุนอย่างหนัก จนเกิดภาวะขาดสภาพคล่องสะสมในระบบรวมกว่า 60,000 ล้านบาท
รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวอีกว่า วิกฤตการขาดทุนและขาดสภาพคล่องของโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งอาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบสาธารณสุขของไทยได้ ทั้งในแง่คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและความมั่นคงในอาชีพของบุคลากรทางการแพทย์ ผลกระทบต่อ "ผู้ป่วย" (ประชาชน) เห็นได้จากความแออัดและระยะเวลารอคอยที่ใช้บริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐนานขึ้น มีข้อจำกัดด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการรักษา สภาพแวดล้อมที่ขาดงบลงทุนใหม่ๆ ส่งผลให้การจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยหรือยารักษาโรคประสิทธิภาพสูงบางประเภททำได้ยากขึ้น โรงพยาบาลรัฐจำต้องแบกรับเคสผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือเคสรักษาพยบาลโรคยากที่มีต้นทุนสูง ส่งผลให้ผู้ป่วยบางส่วนที่มีกำลังทรัพย์เลือกที่จะหันไปพึ่งพาโรงพยาบาลเอกชนเพื่อความรวดเร็วแทน เกิดภาระงานหนักของ "บุคลากรทางการแพทย์ การขาดแคลนกำลังคนสวนทางกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ทำให้บุคลากรต้องทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมงและอยู่เวรนอกเวลาอย่างต่อเนื่องปัญหาสมองไหล (สมองไหลสู่ภาคเอกชน) สภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับแรงกดดันรอบด้าน ผลักดันให้แพทย์และพยาบาลจำนวนมากตัดสินใจลาออกจากระบบโรงพยาบาลรัฐเพื่อย้ายเข้าสู่โรงพยาบาลเอกชน นอกจากนี้ยังขาดบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในต่างจังหวัด เพราะบุคลาการทางการแพทย์ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่นและภูเก็ต
การปรับเปลี่ยนไปใช้การจัดสรรตาม Care Model (Collaborative Area-based Reimbursement with Excellence Model) อาจบรรเทาปัญหาลงได้บ้าง โดยเปลี่ยนการจัดสรรงบก้อนเดียวระดับประเทศ จากเดิมที่ใช้เกณฑ์เหมาจ่ายภาพรวมทั้งประเทศ ย้ายไปสู่ การจัดสรรตามเขตสุขภาพ 13 เขต เพื่อให้เม็ดเงินสอดคล้องกับต้นทุนจริงและบริบทของแต่ละพื้นที่จ่ายตามคุณภาพและลดความซ้ำซ้อน การปรับเปลี่ยนระบบการคำนวณงบประมาณให้เชื่อมโยงกับคุณภาพการให้บริการ เพื่อป้องกันการให้บริการที่เกินความจำเป็นและควบคุมไม่ให้รายจ่ายสูงกว่ารายได้ เปิดใช้ระบบข้อมูลทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐย้อนหลัง 10 ปี เพื่อให้โรงพยาบาลนำไปใช้คาดการณ์สภาวะเงินบำรุงติดลบและวางแผนงบประมาณให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ระบบ Care Model นี้เมื่อมีการนำมาใช้แล้ว ต้องมีการประเมินผลด้วย
รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน กล่าวต่อว่า การจัดสรรงบประมาณในภาพรวม ต้องทำให้เกิด การเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การควบคุมเสถียรภาพราคาสินค้าให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ทำให้เกิดการจ้างงานและลดอัตราการว่างงาน ทำให้การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวเติบโต การบริหารหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง การยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร การเติบโตของรายได้ต้องสะท้อนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจำนวนประชาชนที่หลุดพ้นจากความยากจน ประสิทธิภาพของมาตรการช่วยเหลือและยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของกลุ่มเปราะบาง การลดสัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือนให้อยู่ในระดับที่จัดการได้
รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน กล่าวว่า อัตราการพึ่งพิงวัยชราพุ่งสูงสวนทางกับวัยเด็กที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ว่า โครงสร้างทางสังคมได้เปลี่ยนผ่านจากภาระในการลงทุนในคนรุ่นใหม่มายังการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้นตามลำดับ ภาระพึ่งพิงวัยชราเกิดขึ้นในอัตราเร่งมากกว่าการลดลงของประชากรในวัยเด็ก ส่งผลให้ภาระพึ่งพิงโดยรวมของสังคมสูงขึ้นกำลังแรงงานลดลงอย่างมากกระทบรายได้ภาษี ต้องอาศัยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ภาระรายจ่ายสวัสดิการผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เสี่ยงขาดแคลนผู้ดูแลผู้ป่วยสูงวัย จากการประเมินขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) คาดการณ์ว่า ต้องการแรงงานอย่างน้อย 2.5 แสนคนภายในปี พ.ศ. 2580 เพื่อดูแลผู้สูงอายุเจ็บป่วยติดบ้านติดเตียง





.png)
ความคิดเห็น