เปลี่ยน “Waste” ให้ “Worth” อธิบดีณัฏฐิญา เปิดเข็มทิศนำทางสู่อุตฯ คาร์บอนต่ำพร้อมส่องโมเดล “แกรนดี้ อินเตอร์เทรด”ธุรกิจผ้าที่เปลี่ยน Waste สู่โอกาสแบรนด์รักษ์โลกที่คู่ค้าใหญ่ต้องต่อคิวซื้อ
- 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

เศษผ้าที่เคยกองเต็มพื้นที่การผลิต ขวดพลาสติกที่ถูกทิ้งหลังการใช้งานเพียงครั้งเดียว หรือวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรที่เคยถูกมองว่าไร้มูลค่า กำลังถูกตีความใหม่ในโลกธุรกิจปัจจุบัน เพราะในวันที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ประเทศต่าง ๆ เริ่มใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขทางการค้า จาก “ของเสียและเหลือใช้” ก็อาจจะกลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง
นี่คือเหตุผลที่แนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ Circular Economy กำลังได้รับความสนใจจากภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก และเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ใช้ขับเคลื่อนผู้ประกอบการไทยเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ Green Industry หรืออุตสาหกรรมสีเขียวที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีสากล
โลกกำลังเปลี่ยนเกมการแข่งขัน จากราคาสู่ "ความยั่งยืน"
นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในอดีตความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมอาจวัดจากกำลังการผลิต คุณภาพสินค้า และต้นทุนเป็นหลัก แต่ปัจจุบันผู้ซื้อ นักลงทุน และประเทศคู่ค้าต่างให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
“โลกกำลังเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือทางการค้า ไม่ว่าจะเป็น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป การกำหนดเป้าหมาย Net Zero หรือการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลกกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถแข่งขันด้วยปัจจัยเดิมเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อม”
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ “ดีพร้อม” เร่งผลักดันผู้ประกอบการให้ก้าวสู่โมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา ดีพร้อมสามารถยกระดับผู้ประกอบการได้มากกว่า 3,215 กิจการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1,385 ล้านบาท พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 120,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง BCG ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้จริง
เมื่อโลกเปลี่ยน ผู้ประกอบการก็ต้องเปลี่ยน
หนึ่งในแนวคิดที่ดีพร้อมพยายามสื่อสารกับผู้ประกอบการมาโดยตลอด คือ Green Industry ไม่ใช่เรื่องของการลงทุนมหาศาลเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มต้นจากการปรับวิธีคิดในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การใช้น้ำ การใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า และการลดของเสียในกระบวนการผลิต ซึ่งล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยลดต้นทุน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจได้ บทบาทของดีพร้อมจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้หรือให้คำปรึกษา แต่ยังสนับสนุนผู้ประกอบการในการวิเคราะห์กระบวนการผลิต ปรับปรุงการใช้ทรัพยากร และยกระดับมาตรฐานการดำเนินงาน เพื่อช่วยลดการสูญเสีย เพิ่มผลิตภาพ และเสริมสร้างขีดความสามารถ ในการแข่งขันของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
“การก้าวสู่ Green Industry ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อมูลจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมสามารถลดต้นทุนพลังงานได้มากกว่าร้อยละ 10 ภายใน 3 ปี และลดต้นทุนพลังงานได้มากถึงร้อยละ 60 ในระยะยาว สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดอุตสาหกรรมสีเขียวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญ ในการเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น มีต้นทุนที่เหมาะสมขึ้นและแข่งขันได้มากขึ้นในระยะยาว และอีกประเด็นสำคัญ คือ การปรับมุมมองที่มีต่อ ‘ของเสีย’ ให้กลายเป็นทุน โดยการนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรืออัปไซเคิลให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ ของเสียก็จะเปลี่ยนสถานะจากต้นทุนที่ต้องกำจัดกลายเป็นรายได้ก้อนใหม่ของกิจการทันที”
Green Standard ใบเบิกทางสู่ตลาดโลกยุคใหม่
นอกจากการปรับปรุงกระบวนการผลิตแล้ว อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของดีพร้อม คือ การเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการก้าวสู่มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น Carbon Footprint ขององค์กร(CFO) Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ (CFP) Carbon Footprint สำหรับผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจหมุนเวียน (CE-CFP) หรือมาตรฐาน ISO 14064 ซึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดโลก
“ปัจจุบันผู้ซื้อไม่ได้ดูเฉพาะคุณภาพสินค้าอีกต่อไป แต่ต้องการทราบว่าสินค้าชิ้นนั้นผลิตอย่างไร ใช้ทรัพยากรเท่าใด และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน มาตรฐานเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงเอกสารรับรอง แต่เป็นเหมือนพาสปอร์ตทางธุรกิจที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM กำลังเข้ามามีบทบาทต่อภาคการผลิตมากขึ้น ผู้ประกอบการที่เตรียมตัวก่อนย่อมได้เปรียบกว่าผู้ที่รอให้กฎระเบียบมีผลบังคับใช้แล้วค่อยเริ่มปรับตัว”
จากเศษผ้าหลายรถบรรทุก สู่สินค้าพรีเมียมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม
หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างชัดเจน คือ บริษัท แกรนดี้ อินเตอร์เทรด จำกัด ธุรกิจการ์เมนต์ไทยที่ดำเนินกิจการมาเกือบครึ่งศตวรรษ โดย นายวีรวุฒิ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแกรนดี้ อินเตอร์เทรด จำกัด เล่าว่า ในแต่ละปี โรงงานต้องเผชิญกับเศษผ้าจำนวนมากที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตเสื้อผ้า ซึ่งเศษผ้าเหล่านี้จะถูกขายออกไปในราคาต่ำมาก บางส่วนกลายเป็นของเสีย ทั้งที่จริง ๆ แล้วยังคงมีคุณค่าอยู่ จึงเกิดคำถามขึ้นในวันนั้นว่าหากสามารถนำเศษผ้าเหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง จะสามารถสร้างมูลค่าใหม่ให้ธุรกิจได้หรือไม่
“หลายคนมอง Waste เป็นภาระ แต่เราเห็นเป็นโอกาส บริษัทฯ ได้เริ่มศึกษาการพัฒนาเส้นใยและผืนผ้าจากวัสดุรีไซเคิล ก่อนต่อยอดสู่แบรนด์ Eco Supreme ซึ่งมุ่งผลิตสินค้าภายใต้แนวคิดความยั่งยืน นอกจากเศษผ้าแล้ว บริษัทฯ ยังนำวัสดุเหลือใช้อีกหลากหลายประเภทมาเพิ่มมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นขวดพลาสติกรีไซเคิล แหอวนเก่า ใบอ้อย ผักตบชวา กากกาแฟ และแกลบข้าว โดยเราไม่ได้มองว่าวัสดุเหล่านี้เป็นขยะ แต่เป็นวัตถุดิบอีกประเภทหนึ่งที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ เช่น กระดุมเสื้อซึ่งเดิมผลิตจากเรซิน หรือพลาสติก บริษัทฯ ได้พัฒนานำกากกาแฟและแกลบข้าวมาผสมในเนื้อกระดุม เพื่อลดทั้งการใช้สีสังเคราะห์และปริมาณพลาสติก พร้อมต่อยอดไปถึงกระดุมที่ผสมเศษซองขนมกรุบกรอบ ซึ่งให้พื้นผิวมันวาวคล้ายกระดุมมุกธรรมชาติ ตอบโจทย์ทั้งด้านความสวยงามและการลดขยะพลาสติกไปพร้อมกัน โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์หลายรายการของบริษัทฯ ได้รับการรับรอง Carbon Footprint Product และได้รับความสนใจจากลูกค้าองค์กรที่ต้องการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน”
Thailand Textiles Tag ตอกย้ำคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานสิ่งทอไทย
นายวีรวุฒิ เล่าต่อว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าว่าผลิตภัณฑ์จากวัสดุรีไซเคิลมีคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานทัดเทียมสินค้าทั่วไป บริษัทฯ ได้เข้ารับการรับรองมาตรฐาน Thailand Textiles Tag ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ช่วยยืนยันคุณภาพของผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทยในหลายมิติ ทั้งด้านความปลอดภัยในการสวมใส่ ความคงทนของผลิตภัณฑ์ และการเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย กระบวนการขอการรับรองได้รับการสนับสนุนจากดีพร้อม ทั้งด้านองค์ความรู้ การยกระดับมาตรฐาน และการพัฒนาธุรกิจ ทำให้บริษัทฯ สามารถปรับตัวได้เร็วขึ้น และมองเห็นทิศทางใหม่ของตลาดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสินค้าไทยที่มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ และตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน นอกจากนี้ ในปีนี้บริษัทฯ ยังก้าวไปอีกขั้นด้วยการได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วม Thailand Recycled Textile Tag ภายใต้โครงการยกระดับผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัสดุรีไซเคิลให้มีมาตรฐานที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ผ้ารีไซเคิลของบริษัทฯ ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าองค์กร ทั้งด้านความทนทาน การระบายอากาศ ความสบายในการสวมใส่ การดูแลรักษาง่าย และช่วยลดความจำเป็นในการรีดก่อนสวมใส่ ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งทออย่างต่อเนื่อง
ไม่ใช่แค่ขายเสื้อ แต่ขาย "คุณค่า" ผ่านการลดคาร์บอน
นายวีรวุฒิ อธิบายว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แต่คือมุมมองของตลาด ซึ่งในอดีตลูกค้าถามเรื่องราคาเป็นหลัก แต่วันนี้ลูกค้าถามว่าสินค้าช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ใช้วัสดุรีไซเคิลกี่เปอร์เซ็นต์ และช่วยให้องค์กรของเขาบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้หรือไม่ นั่นทำให้บริษัทฯ ค้นพบว่า สิ่งที่กำลังขายอยู่ไม่ใช่เพียงเสื้อผ้า แต่คือการขายคุณค่าผ่านเสื้อ
“ปัจจุบันลูกค้าองค์กรที่มีนโยบายลดคาร์บอนสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ เป็นเครื่องมือแสดงผลลัพธ์การลดคาร์บอนของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายสินค้าทั่วไป มาเป็นพันธมิตรที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมาย ความยั่งยืนขององค์กรลูกค้าโดยตรง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลิตภัณฑ์ปลายทาง แต่ลงลึกถึงกระบวนการทำงานภายในองค์กรทั้งระบบ ทั้งการคัดแยกขยะ การจัดสรรพื้นที่ทำงานใหม่เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า รวมถึงการปรับวิธีทำงานของทีมงานที่ต้องเริ่มทำงานร่วมกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุมากขึ้น จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ซื้อวัตถุดิบสำเร็จรูปมาผลิตเท่านั้น ปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ Green Industry Level 2 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างขององค์กรอย่างรอบด้าน
ตัวเลขผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้
นายวีรวุฒิเปิดเผยตัวเลขผลลัพธ์ว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้รวมประมาณ 1,059,620 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO₂ eq) เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ประมาณ 118,000 ต้นเพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่าการใช้พลังงานเชื้อเพลิงของเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ลอนดอนไป-กลับประมาณ 150 เที่ยวบิน โดยปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าลดผลกระทบเพิ่มอีกประมาณ 700,000 kgCO₂ eq สะท้อนสัดส่วนการผลิตเสื้อผ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละปี
“การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมในวันนี้ คือ "ทางรอด" และ "ทางเติบโต" ของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไปเพราะทุกธุรกิจล้วนต้องลงทุนอยู่แล้วในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่าจะลงทุนอย่างชาญฉลาดและสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลกหรือไม่ ปัจจุบันกระบวนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ขาย (Vendor) ให้กับบริษัทคู่ค้าขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มกำหนดให้แนบเอกสารด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขตั้งแต่ขั้นตอนขึ้นทะเบียน ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดเพิ่มเติมหลังเริ่มทำธุรกิจร่วมกันเหมือนในอดีต หากผู้ประกอบการรายใดไม่มีมาตรฐานรองรับ อาจถูกตัดคะแนนหรือสูญเสียโอกาสทางธุรกิจไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าเราไม่ปรับตัวด้านนี้ ธุรกิจก็จะโดนตัดออกไปโดยที่ไม่รู้ตัว เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันระหว่างคู่แข่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันปรับตัว" นายวีรวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย





.png)
ความคิดเห็น