saturday analysis:รัฐบาลอย่าหน่อมแน้มขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น- 2 ข้อเสนอหลัก และ 7 ข้อต้องพิสูจน์
- 4 วันที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที
โดย ·กรณ์ จาติกวณิช

นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเขียนบทความ เสนอแนะไปยังรัฐบาล 2 ครั้งติดต่อกัน ซึ่งน่าสนใจ เราลองไปติดตามพร้อมๆกัน
รัฐบาลอย่าหน่อมแน้มขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น
"รัฐบาลตั้ง คตร. ขึ้นมาเพื่อให้หาข้อเท็จจริงว่า ‘โรงกลั่นกำไรเกินควรหรือไม่?‘ จากปรากฏการณ์ค่าการกลั่นที่บางวันสูงมากถึง 17 บาทต่อลิตร
หาก คตร. พบว่า ’กำไรมากจริง‘ ก็ควรอธิบายชี้แจงให้ชัดเจน และใช้อำนาจรัฐที่มีอยู่ในมือ แทนการ ‘ขอความร่วมมือ’ ที่ไม่มีหลักกฎหมายอ้างอิง
โรงกลั่นทุกโรงเป็นบริษัทมหาชน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นะครับ เขาจะอธิบายผู้ถือหุ้นอย่างไร และหากมีผู้ถือหุ้นฟ้องร้องผู้บริหารก็จะวุ่นวาย
หลักธรรมาภิบาลที่ดีควรมีการใช้อำนาจผ่านกฎหมายที่ถูกต้องและด้วยความเป็นธรรม
อย่ากลัวใครครับ และอย่าใช้วิธีการนี้ซื้อเวลารอให้กระแสกดดันผ่านไป
เพราะนั่นคือยุทธศาสตร์ของทั้งรัฐมนตรีพลังงาน และผู้ประกอบการที่เคยใช้มาเมื่อปี 2565
ขอท่านเอกนิติย้อนกลับไปดูครับ ครั้งนั้นโรงกลั่นตกลงกับรัฐบาลว่าจะบริจาค เดือนละประมาณ 8,000 ล้านบาท เป็นเวลาสามเดือน รวม 24,000 ล้านบาท
แต่เอาเข้าจริงจ่ายเป็นหลักไม่กี่ร้อยล้าน โดยไม่ได้จ่ายทุกบริษัท และจ่ายเพียงไม่กี่งวด เรื่องก็เงียบไป สังคมไม่เคยมีโอกาสเรียนรู้ว่าสรุปโครงสร้างการกำหนดราคานั้นบกพร่องจริงหรือไม่ อย่างไร จนถึงวันนี้
ประชาชนรอการทำงานที่จริงจังและโปร่งใส ความชัดเจนต้องมี เพื่อความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายครับ
ก่อนหน้านี้ นายกรณ์ยังเสนอแนะไปยังรัฐบาลผ่าน2ข้อเสนอ 7 ข้อต้องพิสูจน์ ลองไปติดตาม
ขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีคลังเอกนิติ
พร้อม 2 ข้อเสนอหลัก และ 7 ข้อต้องพิสูจน์
"ผมดีใจที่ท่านเอกนิติได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน ‘คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง‘ (คตร.) และหวังว่าจะได้เห็นข้อสรุปของคณะกรรมการชุดนี้ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ผมและพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความเห็นว่า หนึ่งเดือนที่ผ่านมาประชาชนได้แบกภาระราคานํ้ามันที่สูงเกินควร เพียงฝ่ายเดียว
ราคานํ้ามันที่สูงมากมาจาก 3 สาเหตุหลักคือ
1. ราคานํ้ามันในตลาดโลกที่สูงขึ้น
2. ค่าการกลั่นที่สูงมากกว่าปกติ
3. อัตราภาษีที่สูงต่อเนื่อง
คตร. ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า
1. ต้นทุนนํ้ามันดิบของโรงกลั่นที่แท้จริงคือเท่าไร?
2. ราคาที่โรงกลั่นได้ซื้อจริงหลังจากที่ราคาตลาดโลกได้เริ่มปรับสูงขึ้น เป็นราคาที่ต่างกับราคาอ้างอิงในการคำนวณค่าการกลั่นอย่างไร
3. ราคาที่ trader ในเครือของโรงกลั่นได้ซื้อจริงและขายต่อให้โรงกลั่น ว่ามีการ transfer ถึงโรงกลั่นในราคาที่มีส่วนกำไรหรือไม่?
4. ค่าขนส่ง ‘ทิพย์‘ ที่สมมุติว่ามีการส่งจากสิงคโปร์นั้นคิดเป็นเท่าไร?
5. ต้นทุนการกลั่นที่แท้จริงของโรงกลั่นนั้นเท่าไร?
6. ส่วนกำไรของโรงกลั่นที่เกิดจากค่าการกลั่นที่ผิดปกติในช่วงเดือนที่ผ่านมา เทียบกับช่วงปกติต่างกันอย่างไร
7. ข้อมูลปริมาณสต็อกน้ำมัน ที่เข้าออกคลังน้ำมันของผู้ค้าในแต่ละวัน
โดยต้องเปิดเผยทั้งหมดต่อสาธารณะเพื่อให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ในภาวะวิกฤตนี้
หากพบว่ามีส่วนกำไรเกินปกติ ผมคิดว่าทางรัฐบาลมีทางเลือกหลัก สองทาง คือ
1. ปรับสูตรคำนวณค่าการกลั่นตามที่เหมาะสม
2. และ/หรือเก็บ ’ภาษีลาภลอย’ เพื่อเรียกคืนส่วนต่างตามที่เหมาะสม และใช้รายได้ภาษีในการลดภาระหนี้กองทุนนํ้ามันโดยตรง
และที่รัฐบาลควรทำเพิ่มเติมคือปรับลดภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างมีนัย โดยที่ประชาธิปัตย์เสนอว่าในส่วนของภาษีสรรพสามิตควรปรับลด 6 บาท ย้อนหลังเป็นระยะเวลาเบื้องต้นรวม 3 เดือน
เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ วันนี้มีอย่างน้อยสองประเทศได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามันแล้ว เช่นอินโดนีเซียและออสเตรเลีย
ในขณะที่อินเดียและอังกฤษได้ประกาศใช้ภาษีลาภลอยแล้ว โดยที่ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศ EU กำลังพิจารณาข้อเสนอภาษีลาภลอยอยู่"







.png)
ความคิดเห็น