กทพ. จัดสัมมนา “54 ปี กทพ. กับโครงการทางพิเศษ” ณ จังหวัดภูเก็ต ชูโครงการทางพิเศษภูเก็ต–นวัตกรรม–Easy Pass ขับเคลื่อนการเดินทางแห่งอนาคต
คมนาคม

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จัดงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ “54 ปี กทพ. กับโครงการทางพิเศษ” ณ จังหวัดภูเก็ต โดยมี นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ผู้บริหาร กทพ. และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานสัมมนา เพื่อนำเสนอทิศทางการดำเนินงาน การพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษ และการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ยกระดับการให้บริการ

และได้รับเกียรติจากนายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย ประธานกรรทการ กทพ. และนางภาวนา อัศวมณีกุล กรรมการ กทพ.เข้าร่วมในงานสัมมนาดังกล่าวด้วย

นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. กล่าวว่า
การสัมมนาฯ ครั้งนี้นำเสนอทิศทางการดำเนินงานของ กทพ. 5 หัวข้อหลัก ประกอบด้วย
1. ภาพรวมการดำเนินงานของ กทพ. สรุปผลการดำเนินงาน ภารกิจสำคัญ และทิศทางการพัฒนาองค์กรในอนาคต
2. โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ความก้าวหน้าของระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง และระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้
3. Digital & Innovation การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้ขับเคลื่อนองค์กรและยกระดับประสิทธิภาพ การให้บริการบนทางพิเศษ
4. Easy Pass & กลยุทธ์การตลาด การยกระดับระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ การพัฒนาการให้บริการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้บริการทางพิเศษ
5. สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (ESG) แนวทางการดำเนินงานของ กทพ. ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และการสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืน
สำหรับโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต กทพ. มีการพัฒนาโครงข่ายทั้ง 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วง กะทู้–ป่าตอง ระยะทาง 3.98 กิโลเมตร และ ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ ระยะทาง 30.62 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 34.60 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางและรองรับระบบคมนาคมของจังหวัดภูเก็ต

• โครงการระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง ปัจจุบัน กทพ. อยู่ระหว่างนำเรื่องขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการและปรับปรุงกรอบวงเงินลงทุนโดยรวมต้นทุนการกู้ยืม นำเสนอกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไปโดยตามแผนดำเนินงานกำหนดเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2574
• ส่วนโครงการระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ ประกอบด้วยทางหลัก (Main Line) และทางร่วมบรรจบ (Spur Line) ปัจจุบัน กทพ. อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียดโครงการ และจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินโครงการภายในปี 2570 โดยมีแผนเปิดให้บริการในเดือน ตุลาคม 2574

หนึ่งในโครงการสำคัญที่มีความคืบหน้าสูง คือ โครงการทางพิเศษสายพระราม 3–ดาวคะนอง–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ระยะทาง 18.70 กิโลเมตร วงเงิน 31,244 ล้านบาท ซึ่งมีความก้าวหน้าการก่อสร้าง 95.98% ณ เดือนสิงหาคม 2569 โดย กทพ. คาดว่าจะเปิดทดลองใช้ช่วงถนนพระราม 2 ต่อเนื่องกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 (M82) ภายในปี 2569 ก่อนเปิดให้บริการเต็มระบบในปี 2570

ในด้าน Easy Pass และกลยุทธ์การตลาด กทพ. เตรียมพัฒนารูปแบบการชำระค่าผ่านทาง จากระบบเติมเงินล่วงหน้า (Prepaid) โดยเพิ่มทางเลือกด้วยระบบ “ตัดบัตรรายครั้ง” (Postpaid) หรือ “ขับก่อน จ่ายทีหลัง” ผ่านบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการแก่ประชาชนประมาณต้นปี 2570 ระบบดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ โดยไม่ต้องกังวลกรณียอดเงินคงเหลือไม่เพียงพอ และช่วยลดปัญหารถชะลอตัวบริเวณหน้าด่านอันเนื่องมาจากยอดเงินไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ กทพ. ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบโอนคะแนน EXAT Reward กับพันธมิตร เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถนำคะแนน EXAT Reward ไปแลกเปลี่ยนเป็นคะแนนหรือสิทธิประโยชน์ของพันธมิตร ทำให้คะแนนมีความยืดหยุ่น ใช้งานได้หลากหลายและมีคุณค่ามากขึ้นสำหรับลูกค้า ระบบดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและการใช้งาน Easy Pass ส่งเสริมความผูกพันของลูกค้า กระตุ้นการใช้บริการดิจิทัล และเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายสิทธิประโยชน์ร่วมกับพันธมิตร เพื่อพัฒนา Easy Pass ไปสู่ระบบ Loyalty ที่เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตของลูกค้ามากยิ่งขึ้น กทพ. คาดว่าจะเปิดใช้งานระบบโอนคะแนน EXAT Reward ภายในปี 2570 โดย กทพ. จะดำเนินการเร่งหารือร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
อีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนมาตรฐานการดำเนินงานของ กทพ. ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (ESG) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ทางพิเศษที่อยู่ในความดูแลของ กทพ. จำนวน 6 สายทาง ได้รับรางวัล EIA Monitoring Awards ประเภทหน่วยงานรัฐ ระดับดีเด่น สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงาน ตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษที่เดินหน้าควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

นายสุรเชษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้เป็นโอกาสในการสร้างความเข้าใจร่วมกับสื่อมวลชน พร้อมถ่ายทอดข้อมูล ความก้าวหน้า และทิศทางการดำเนินงานของ กทพ. ไปสู่สาธารณชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมของประเทศให้มีประสิทธิภาพต่อไป






.png)
ความคิดเห็น